Gaming phone มีประสิทธิภาพในการเล่นเกมส์เหนือกว่า SSGS 23U หรือไม่?

เป็นการเปรียบเทียบ Gaming phone กับ Normal smartphone ที่ใช้ CPU ตัวเดียวกัน เครื่องใดจะมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน?

คำว่า Mobile gaming เป็นคำที่กว้างมาก ครอบคลุมตั้งแต่การเล่นเกมส์บนรถโดยสารไปจนถึงการแข่ง e-sports ดังนั้นถ้าคุณอยู่ในกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับ Mobile gaming มาก แน่นอน คุณย่อมมองไปที่กลุ่ม Gaming smartphone เมื่อต้องการใช้ Smartphone คู่ใจซักเครื่องนึง แต่แน่ใจหรือไม่? ว่า Gaming smartphone ที่คุณเลือก มีความโดดเด่นมากกว่า Smartphone Flagship ที่ไม่ได้ประกาศตัวว่า เป็น Gaming phone จริงๆ

ในบทความนี้จะทดสอบระหว่าง Asus ROG Phone 7 Ultimate เทียบกับ SSGS 23 Ultra โดยใช้การวัดประสิทธิภาพในการเล่นเกมส์โดยเฉพาะเพื่อเปรียบเทียบระหว่าง Gaming phone กับ Flagship smartphone

การเปรียบเทียบ Frame rate

ก่อนทดสอบจะขอเทียบรายละเอียด Specs ของทั้ง 2 รุ่น

Galaxy S23U ใช้ Qualcomm Snapdragon 8 Gen 2 processor, with 12GB LPDDR5X RAM

ROG Phone 7U ใช้ Qualcomm Snapdragon 8 Gen 2 with 16GB LPDDR5X RAM

แม้ SSGS 23U จะมีการใช้ extra RAM (vertual RAM) แต่สำหรับการ run เกมส์เพียงเกมส์เดียว (เล่นทีละเกมส์) การใช้ extra RAM ไม่ให้ผลที่แตกต่าง

นอกจากนั้น CPU Snap 8 gen 2 ที่ปรับแต่งเป็นพิเศษ สำหรับ SS ทำให้ในทางทฤษฎีมี Clock speeds ที่สูงกว่าปกติ แต่ก็พบว่า CPU ที่ปรับแต่งให้ประสิทธิภาพได้เท่าๆ กับ CPU ที่ใช้ใน ROG

ในการทดสอบ

1.เราปรับ Performance เครื่องทั้ง 2 รุ่น ให้อยู่ในระดับสูงสุดเท่าที่แต่ละรุ่นจะทำได้ โดยใช้ X-mode ใน ASUS’ Armoury Crate software และ “Performance” preference ใน  Game Launcher ของ SS

2. ใช้ Bypass charging mode ในทั้ง 2 รุ่น เพื่อเลี่ยง Overheat

3. ไม่ใช้ระบบ Cooling พิเศษ เช่น ASUS AeroActive Cooler 7 ใน ROG

ผลทดสอบ Frame rate ที่ได้

อะไรคือ jank หรือ dropped frame ?

‘jank’ เกิดขึ้นเมื่อ gaming frame ไม่ถูก rendered ให้เร็วพอที่จะได้ reqiurement fps ของเกมส์นั้นๆ

ตัวอย่างเช่น สำหรับเกมส์ที่ต้องการ fps เฉลี่ยที่ 60 frames per second แต่เครื่องที่ใช้ให้ fps ที่ตกลงไปถึง 40fps ในหลายช่วงตลอดการเล่น จะทำให้ผู้เล่นเหมือนถูกกันออกจากเกมส์ เรียก distracting lag หรือ jank ทำให้เกิดการเล่นที่ไม่ต่อเนื่อง และเกิดความเสียหายในการเล่นเกมส์นั้น

ในอันดับแรก พบว่า ทั้ง 2 รุ่น ให้ประสบการณ์การเล่นเกมส์ที่ดีมาก ทั้ง graphic และ frame rates ที่สูงมาก แต่อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบชัดเจนว่า แม้จะมี Specs ใกล้เคียงกัน แต่ SSGS23 U มี frame rates โดยเฉลี่ย “ตก” มากกว่า ROG Phone 7U

ถ้าดูในรายละเอียด SSGS23 U เริ่มต้นด้วย virtually locked 60fps ใน PUBG Mobile round แต่หลังจากผ่านไป 5 นาที frame rates เริ่มแกว่ง ซึ่งแสดงถึงปัญหาการระบายความร้อนในตัวเครื่อง และ CPU เริ่ม throttling

แม้ว่า frame rates เฉลี่ย จะอยู่ในระดับ 55-60fps ตลอดทั้ง match แต่ถ้าดู frame rates ที่ตกไปถึงระดับต่ำสุด จะพบว่า ตกลงในทุก 50 วินาที และลงไปถึง 40fps แต่สำหรับ ASUS ROG Phone 7 Ultimate ให้ประสบการณ์ที่ smooth กว่า เมื่อเล่นเกมส์ในเวลานานๆ

CPU ที่ Overclock speed ใน SSGS 23U ไม่ได้หมายถึงการให้ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น

การทดสอบต่อไป คือ การ emulating the fast-paced F-Zero GX บน Dolphin Emulator ในขณะที่ เครื่องที่ทดสอบต่างก็ไม่สามารถ ทำ frame rates ได้ที่ rock-solid 60fps ตลอดการทดสอบ แต่เราก็พบ frame rates ตกอย่างมากใน SSGS 23U คือ ตกในครึ่งหลังของการทดสอบ เหลือ 50-55 fps (ในขณะที่ในรอบแรกทำได้ 55-60 fps) โดยใช้เวลาทดสอบผ่านไป 15 นาที

เป็นอีกครั้งที่ชี้ให้เห็น ปัญหาการระบายความร้อน และเกิด throttling สำหรับ Samsung phone

เราพบปัญหาที่คล้ายกันนี้เช่นเดียวกันใน ASUS ROG Phone 7 แต่ fps ตกและแกว่งน้อยกว่ามากๆ เพราะมีปัญหาการระบายความร้อนน้อยกว่า

สิ่งที่ได้จากการทดสอบ ชี้ชัดว่า gaming phones อย่างเช่น ASUS ROG Phone 7 Ultimate ให้ผลประโยชน์ในการ lock fps ให้อยู่ในระดับสูง ในระดับที่น่าพอใจสำหรับผู้เล่น เกิดจาก (ความคาดเดาของเรา คือ) ระบบระบายความร้อนขนาดใหญ่ที่ทำให้ GPU clock ทำงานได้สม่ำเสมอและยาวนานกว่า ร่วมกับ การทำงานของ CPU ที่จัดลำดับความสำคัญของคำสั่ง graphics ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การ drop ของ fps ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (เมื่อเทียบกับ Normal flagship smartphone)

อะไรที่เป็นสาเหตุทำให้ Mobile gaming fps drop ?

แม้ว่า Smartphones จะมี CPU ที่แตกต่างกัน และมีความสามารถในการจัดการและจัดลำดับ คำสั่งได้หลากหลาย (แล้วแต่การออกแบบสถาปัตยากรรม) แต่ปัญหาหลักของการเกิด fps drop และ game jank คือ การเกิด throttling ในการจัดการคำสั่งเหล่านั้น เพราะในทันทีที่เกิด heat เพิ่มสูงขึ้น —> Clock speeds ของ CPU จะเกิด throttled back เพื่อป้องกันไม่ให้ heat เพิ่มขึ้นไปอีก –> ผลที่ตามมาคือ ลดประสิทธิภาพโดยรวมของการทำงานเครื่อง และ drop fps

ทำไมเราจึงต้องการใช้ Gaming phone?

Gaming phone เช่น ASUS ROG Phone 7, Nubia REDMAGIC 8 นอกจากการออกแบบให้เพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องเพื่อการเล่นเกมส์แล้ว ยังเพิ่ม function บางอย่าง เช่น shoulder triggers เพื่อ map ปุ่มกด, การ customization ในระดับลึกเพื่อ performance mode, เพิ่ม macro support, record&streaming, key mapping เป็นต้น

Gaming phones ยังมีชุมชนที่แบ่งปันประสบการณ์การเล่น ทั้งปัญหาของ games software การใช้ accessories เพิ่มเติม เช่น cooling fan, controller community

Gaming phones ถูกสร้างขึ้นให้มี performance สูงสุด แต่ก็มักมีปัญหาใน features อื่น

ถ้าเรามองไปที่ Normal flagship smartphone ยกตัวอย่าง เช่น

SS มี Samsung’s Game Launcher, performance profiles, bypass charging controls, priority mode และ minor stats tracking

ส่วน HONOR มี HONOR’s Game Manager ที่ประกอบด้วย quick access to performance, mistouch prevention, screenshot และ DND toggles

จะเห็นว่า ในหลาย brand จะพยายามสร้าง core functionality ให้โดนใจ gamers แต่ความลึกของ configuration และ customization ก็ยังไม่เท่ากับที่ gaming phone นำเสนอ

ถ้าเราตัดสินใจแน่วแน่ที่จะใช้ function พิเศษของ gaming phone ที่โดดเด่นกว่า Normal flagship ทั่วไป สิ่งที่ต้องยอมรับ คือ อีกด้านที่ด้อยกว่า เช่น ความสามารถ และ คุณภาพของกล้อง, ไม่มี Wireless charger, ไม่มี IP rating ระดับสูง, ไม่มีการออกแบบ body ที่เพรียวบาง น้ำหนักในการจับถือง่าย

Gaming phones ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำสิ่งๆ หนึ่ง (การเล่นเกมส์) ให้ดีที่สุด ขณะที่ Flagship smartphones อื่นๆ สร้างขึ้นให้ (พยายาม)ทำให้ได้ดีในทุกๆ สิ่ง

การเลือกสิ่งที่ใช่ จึงขึ้นกับการให้ลำดับความสำคัญของการใช้งาน คือ จะอยากใช้ fps สูงที่สุด หรือ ยอมรับ fps drop บ้าง เพื่อการใช้งานด้านอื่นๆ ที่ดีกว่า

Ref: 1. https://www.androidauthority.com/gaming-phone-test-3311502/?fbclid=IwAR3OZJvx-KbgHw-cV-qxVa8PevxJ4yUqU0imCBbijpRCDy7p-7VA2U1ER1M

การหาปริมาณ Fluorideใน Dentifrice แบบคิดในใจ

รูปที่เห็นถ้าเราพลิกรอบๆ กล่องยาสีฟัน จะเจอปริมาณฟูลออไรด์ในหน่วย ppm ที่คุ้นเคย ความหมายคือ ยาสีฟันหลอดนี้มีปริมาณ Fluoride ion ที่ความเข้มข้น 1,450 ppm (ปกติในยาสีฟันจะจำกัดปริมาณสูงสุดของ F – ion ที่ไม่เกิน 1,500 ppm)

และยาสีฟันในตลาดส่วนมาก สารออกฤทธิ์ที่ให้ F- ion จะมีอยู่ 2 ตัว

คือ

1.Sodium fluoride (NaF)

2.Sodium MonoFluoroPhosphate (Na2 PO3 F (คุ้นกันในชื่อ MFP fluoride))

(Na มี 1+, P 5+, O 2-, F 1- ดังนั้น Na ติดประจุ +1, PO3 ติดประจุ -1 (มาจาก 5+(-2×3)=5-6 = -1) , F ติด -1

ทำให้เป็น 2 Na ประจุ +2 กับ 1 ((PO3)F ) ประจุ -2 –> redox เป็น Na2 (PO3) F

MFP fluoride
NaF

แต่เราจะพบว่า ส่วนใหญ่ใช้ NaF มากกว่า MFP fluoride

และมีน้อยมาก ที่จะใช้ทั้ง MFP fluoride และ NaF ในหลอดเดียวกัน

Fluocaril จัดหนัก คือให้มาทั้ง 2 ตัว แต่ F-ion รวม ก็ยังจำกัดไม่เกิน 1,500 ppm

ทำไมผู้ผลิตจึงนิยมใช้ NaF > MFP fluoride ?

เหตุผล เพราะ ถ้าเรามาดูสูตรโมเลกุล NaF เทียบกับ MFP fluoride (Na2 PO3 F)

จากตารางธาตุ

มวลอะตอมของ Na = 23, F = 19, P = 31, O = 16, F = 19

จะได้

มวลโมเลกุล NaF = 23 + 19 = 42

มวลโมเลกุล Na2 PO3 F = (23×2) + 31 + (16×3) + 19 = 144

ปริมาณ F- ion ใน NaF = 19/42 = 0.4524 = 45 %

ปริมาณ F-ion ใน Na2 PO3 F = 19/144 = 0.1319 = 13.2%

ในปริมาณน้ำหนักที่เท่ากัน NaF จะ release F-ion > MFP fluoride ประมาณ 3 เท่า

Product ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Dentifrice, Mouthrinse หรือ Fluoride ในรูปแบบอื่นๆ จึงนิยมใช้ NaF เป็นหลักครับ

ทีนี้ลองเทียบปริมาณในการนำไปใช้

MFP 1% w/w = 10 mg/g จะมี F-ion = (10 x 13.2)/100 = 10/7.6 = 1.32 mg/g = 1.32 x 1000 = 1,320 ppm

NaF 1% w/w = 10 mg/g จะมี F-ion = (10 x 45)/100 = 10/2.2 = 4.55 mg/g = 4.55 x 1000 = 4,550 ppm

สรุปคือ MFP 1% w/w = F-ion 1,320 ppm, NaF 1% w/w = F-ion 4,550 ppm

ลองนำไปใช้ตรวจคำตอบในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป

NaF 0.315% w/w = F-ion 0.315 x 4,550 = F-ion 1,433.25 ppm

ถือว่า มีการปัดเศษนิดหน่อย ก็ ok ~ 1,450 ppm เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจง่าย

ต่อมา ลองนำมาใช้ในชีวิตประจำวันทันตแพทย์กันบ้างครับ

จากบทความใน CDEC

ตัดมาเฉพาะตรงนี้

จากข้อ 1 Mouthrinse 0.05% = F-ion 225 ppm –> สารออกฤทธิ์ 1% =F-ion 4,500 ppm ( มาจาก 225/0.05 = 4,500)

จากข้อ 2 Mouthrinse 0.2% = F-ion 900 ppm –> สารออกฤทธิ์ 1% = F-ion 4,500 ppm ( 900/0.2 = 4,500)

เพราะเรารู้แล้วว่า NaF 1% w/w = F-ion 4,550 ppm

(สังเกตว่า Mouthrinse ต้องคิดเป็น w/v แต่ NaF เป็น w/w ซึ่งจะไม่มีความแตกต่างเมื่อคิดเป็น % หรือ ratio อย่าง ppm ที่ไม่มีหน่วยวัดเป็น prefix ของ g, litre เช่น mg, ml)

Mouthrinse ทั้ง 2 ความเข้มข้นในบทความนี้จึงใช้ NaF เป็น active F- ion release (แม้ท่านอาจารย์จะไม่ได้บอก แต่ละไว้ในฐานที่เข้าใจจาก conc ที่ให้ ว่าเป็น NaF )

อีกตัวอย่าง

เรื่อง แนวทางการใช้ F สำหรับเด็ก 2560

จาก ΝaF 1% w/w และ Conversion ratio ของ F-ion ใน NaF = 2.2 ( F-ion = 45% ของ NaF –> Conversion ratio = 100/45 = 2.2 )

0.05% NaF = 0.5 mg/ml –> ทำให้เป็น F-ion = 0.5/2.2 = 0.23 mg/ml –> (0.23×5) – (0.23×10) = 1.15 – 2.30 เป็นปริมาณ mg F ช่อง 1

0.2% NaF = 2.0 mg/ml –> ทำให้เป็น F-ion = 2.0/2.2 = 0.91 mg/ml –> (0.91×5)-(0.91×10) = 4.55 – 9.10 ปริมาณ mg F ช่องที่ 2

จะเห็นว่า การหารด้วย Conversion ratio ไม่ทำให้หน่วยเปลี่ยน เพราะ Conversion ration ตัวมันเองไม่มีหน่วย เป็นเพียงการหา F-ion ที่ซ่อนอยู่ในสูตรโมเลกุลของ Active gradient (ซึ่งในที่นี้คือ NaF) เท่านั้น

มาดูตารางในหน้าที่ 6 ของบทความ

APF 1.23% = 12.3 mg/ml (กรณี APF จะบอก % ของ F-ion มาเลย เวลาคิดเป็น mg/ml ให้นำ % w/v คูณด้วย 10 ) = 12,300 (1.23 x 10,000) ppm ( 1% w/v = 1/100 = (1/100) x (1,000,000/1,000,000) = 10,000/1,000,000 = 10,000 ppm)

2% NaF = NaF 20 mg/ml มี F- ion = 20/2.2 = 9.09 mg/ml ปริมาณในการเคลือบ 5 ml = 9.09 x 5 = 45.45 mg

สรุปวิธีคิด ปริมาณ F-ion จาก conc ของ NaF ที่ง่ายที่สุด คือ

1. นำ NaF % คูณด้วย 10 จะออกมาเป็น NaF mg/g (w/w), mg/ml (w/v)

2. นำผลที่ได้จากข้อ 1 เป็นตัวตั้ง แล้วหารด้วย 2.2 (ค่า Conversion ratio ของ NaF) ได้ออกมาเป็น F-ion หน่วย mg/g (w/w) หรือ mg/ml (w/v)

3. จากนั้นนำผลลัพธ์ในข้อ 2 มาคูณด้วย 1,000 จะออกมาเป็น F-ion ในหน่วย ppm

ตัวอย่าง เช่น Dentifrice ข้างกล่องระบุ Sodium Fluoride 0.315% w/w

1. นำ 0.315% x 10 = 3.15 mg/g NaF

2. 3.15/2.2 = 1.43 mg/g F-ion

3. 1.43 x 1,000 = 1430 ppm F-ion

4. Sensodyne หลอด 100 g มี NaF 315 mg มี F-ion 143 mg หรือ 1,430 ppm

และถ้าเราต้องการคิดแบบย้อนกลับ คือ พบว่า กล่อง Dentifrice ระบุ ปริมาณ (conc) F-ion เป็น ppm แล้วต้องการทราบ conc ของ Sodium fluoride ก็ทำได้โดย การนำ F-ion ppm มาคูณด้วย 2.2 แล้วหารด้วย 10,000 ก็จะออกมาเป็น % NaF ที่อยู่ในหลอดนั้น

สมมติเดินเข้าไปใน 7-11 แล้วเจอยาสีฟันที่ระบุแบบนี้

Active Fluoride 1,000 ppm

พลิกดูแล้วเป็น NaF

F-ion 1,000 ppm –> NaF = (2.2 x 1000)/ 10,000 = 0.22 %

Kodomo หลอดนี้มี NaF 0.22% ในขนาดหลอด 40 g

–> มี NaF (0.22 x 40) /100 = 0.088 g = 88 mg

อีกตัวอย่าง คือ เมื่อเราเจอ Active F-ion ปริมาณที่ไม่ลงตัว เช่น 1,450 ppm

วิธีคิด % NaF คือ การนำ 1,450 ppm มา + กัน 2 ครั้ง เป็น 1,450+1,450 = 2,900 (เป็นผลจากการคูณด้วย 2)

เก็บ 2,900 ไว้ในใจ แล้วตัด 0 ออก 1 ตัว ( เป็นผลจากการคูณด้วย 0.2) ได้ = 290

นำ 2,900 ที่เก็บไว้ในใจมา + 290 ได้ค่า = 3,190

นำ 3,190 / 10,000 = 0.319 % NaF

(วิธีคิดมาจาก 1,450 x 2.2 = 1,450 x (2 + 0.2) = (1,450 x 2) + (1,450 x 0.2))

Colgate Total หลอดนี้มี NaF 0.319%

นอกจากนั้นเรายังใช้วิธีนี้กับ Fluoride product ตัวอื่นได้

เช่น Silver Diamine Fluoride (SDF)

SDF มีสูตรโมเลกุล Ag (NH3)2 F

Ag 1+, NH3 ประจุ 0 (-3 + (1+1+1)), F 1- –>

Ag(NH3)2 ประจุ +1 กับ F -1 –> Αg (NH3)2 F

SDF atomic mass = Ag 108 + NH3 ((14+1+1+1)x2) + F 19 = 161

ปริมาณ F-ion ใน SDF = 19/161 = 0.118 = 11.8% = Conversion ratio 8.47

(มาจาก 100/11.8 = 8.47)

จากรูป แสดง conc ของ SDF ที่ใช้ในคลินิก = 38% w/v

วิธีคิด F-ion ที่อยู่ใน SDF

1. SDF 38% w/v จะมี conc = 38 x 10 = 380 mg/ml

2. SDF 380 mg/ml มี F-ion = 380/ 8.47 = 44.864 mg/ml (หารด้วย Conversion ratio ของ SDF)

3. F-ion 44.864 mg/ml = 44.864 x 1,000 = 44,864 ppm

นั่นคือ SDF 38% w/v จะมี F-ion 44,864 ppm

ตรวจคำตอบ

สรุป

ค่าพลัง F-ion ของ Mouthrinse อยู่ที่ระดับ 500-1,000 ppm

ค่า F-ion ของ Dentifrice จะมีค่าพลังอยู่ที่ 1,500 ppm

ค่า F-ion ของ Fluoride gel ค่าพลังระดับ 10,000 ppm

และ SDF ค่าพลังสูงที่สุด คือ อยู่ที่ระดับ 50,00 ppm

(ตัวเลขละเอียดตามข้างต้น แต่สรุปเป็นตัวเลขประมาณเพื่อให้จำได้ง่ายๆ ครับ)

Ref:

1. https://sciencenotes.org/use-periodic-table/

2. https://www.cdec.or.th/readonly_page.php?id=148

3. https://www.thaidental.or.th/main/download/upload/upload-20190213213340.pdf

4. https://dentalcouncil.or.th/images/uploads/file/0DZ0ANJWCPIWHGY3.pdf

5. https://www.cdec.or.th/readonly_page.php?id=10

Dentist & MissUniverse 2023

ประทับใจน้อง Amanda Dudamel (Miss Venezuela) ครับ

เนื่องจากไม่มีรูป Profile จึงขอดูสัดส่วนของฟันอย่างเดียว

Central incisor ดูใหญ่มาก แต่ลองวิเคราะห์กันดู

การวิเคราะห์ จะอ้างอิงตามนี้นะครับ https://bit.ly/3GKTOpR

จะใช้ตามลำดับเวลา จาก Golden proportion –> Golden mean (Golden %) –> RED proportion

สัดส่วนความสูงของ Clinical crown ฟันหน้าบน ต่อ ใบหน้าส่วนล่าง (Dr.Edwin I. Levin ปี ค.ศ.1978)

ถือว่า ใกล้เคียงในทศนิยมตำแหน่งที่ 2 คือ 1 : 1.618 ( เพราะ ถ้าทศนิยมตำแหน่งที่ 2 ไม่ใกล้เคียง จะเกิดการปัดทศนิยมตำแหน่งที่ 1 จึงถือว่า 1.6428 มีนัยสำคัญที่ ทศนิยมตำแหน่งที่ 2 คือ 4 ครับ)

มาดูขนาดฟัน

ค่าทางขวามือผู้อ่าน คือ ค่าที่เทียบกับ Standard (Original) Golden ratio , ส่วนทางซ้ายมือคือ ค่า Golden mean (Golden %) ของ Dr.Stephen R. Snow ค.ศ.1999)

ค่าในรูปคือ 1.5714 : 1 : 0.8571 เทียบกับ 1.618 : 1 : 0.618 ของ Standard GR จะเห็นว่า ค่าไม่ไปด้วยกันเลย

แต่ถ้าลองเทียบกับ Golden mean ของ Dr. Snow

ค่าที่ได้ คือ 0.247 : 0.1573 : 0.1348 –> 0.25 : 0.16 : 0.1 จะเห็นว่า ใกล้เคียงกับ Golden mean มากครับ (0.25 : 0.15 : 0.1)

เนื่องจาก #11, 21 ดูใหญ่มาก เราลองดู Clinical crown w/h ครับ

w/h = 74% ถือว่า อยู่ใน normal clininal crown ครับ
ถ้า w/h ต่ำ นั่นหมายถึง ฟันจะมี Clinical crown ยาวกว่าปกติครับ

ในคนที่มี Clinical crown w/h ปกติ เราจะใช้ RED proportion ครับ (เพราะในธรรมชาติ Standard GR ไม่ fit กับขนาดฟันจริง )

Recurring Esthetic Dental proportion = 1 : 0.7 : 0.49

กลับมาที่รูปนี้

ถ้าใช้ RED proportion

22 : 14 : 12 = 1 : 0.6363 : 0.5455 –> 1 : 0.6 : 0.5 ซึ่งใกล้เคียง 1 : 0.7 : 0.49

สรุป Central incisor (ที่เห็นจากรูป) ไม่ถือว่า ใหญ่เกินไปครับ เพราะ ถ้าหมอไปเพิ่ม w/h ratio ถึงจะทำให้เข้าใกล้ norm Clinical crown มากขึ้น แต่การลด h ก็จะมีผลกับ Smile line และ embrassure ครับ

Ref :

1. https://footwearnews.com/2023/fashion/celebrity-style/miss-venezuela-miss-universe-2023-1st-runner-up-dress-heels-1203392494/

หากว่าน้อยไป ฉันจะเล่าให้ฟัง

ถ้าใครได้พบหนังสือ Phillips’ Science of Dental Materials เล่มล่าสุด คือ 13th Edition อาจจะรู้สึกแปลกๆ ในทันทีที่ค่อยๆ ดึงหนังสือ ออกมาจาก shelf ครับ

ที่รู้สึกแปลกนั่นก็เพราะความหนาของ edition นี้ลดลงจาก Phillips’ Science ที่เราคุ้นเคยกันประมาณครึ่งนึงครับ

จากรูป 13th ed คือ เล่มบน และ 12th ed คือ เล่มล่าง

ขนาด Text กว้าง x ยาว เท่ากัน
หน้าตา 12th ed

เทียบความหนาในอีกมุม ซ้ายมือของท่านผู้อ่านคือ 12th ed ขวามือคือ 13th ed

คำถามคือ ความหนาของ Text ที่ลดลงไป หายไปไหน?

ผมจะเล่าให้ฟัง

หนังสือที่ถือเป็นแกนหลักของ Dent Mat สำหรับหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์ศึกษา มาอย่างยาวนาน ที่เป็นหนังสือภาษาไทย คือ เล่มนี้ครับ

หนังสือทันตวัสดุศาสตร์ ของท่านอาจารย์ ศาสตราจารย์ ทันตแพทย์ เจน รัตนไพศาล มีการตีพิมพ์ทั้งหมด 2 ครั้ง คือ ปี พ.ศ. 2522 และครั้งสุดท้ายปี พ.ศ. 2533 (ห่างกัน 10 ปี)

(ถ้าไม่นับหนังสือ เฉลยคำถามทันตวัสดุและอุปกรณ์ ของท่านอาจารย์)

แกนหลักของหนังสือ แบ่งเป็น 3 ส่วน

1. Basic science

2. Dental materials โดยในส่วนนี้ การพิมพ์ครั้งสุดท้ายเพิ่มในส่วน Dental handpiece, Dental unit, Hand instruments ทาง Oper และ Surg, Burs, Dentifrices, Denture cleanser, กาวติดฟันปลอม

3. ภาคผนวก ส่วนนี้เป็นภาคผนวกที่อลังการมาก เพราะมีกระทั่งหมวดชื่อ บริษัทที่สร้าง products ต่างๆ

แสดงหน้าตาของ Content

หน้าสารบัญของภาคผนวก

ถ้าเราลองเทียบเคียง Content ของ Phillips’ Science 12th ed กับ หนังสือทันตวัสดุศาสตร์ ของท่านอาจารย์ เจน จะพบว่า มีความคล้ายกันในการแบ่งโครงสร้างเนื้อหา แม้จะมีระยะห่างระหว่างกัน ~ 20 ปี

ถึงจะเขียนคนละภาษา แต่ขนาดใกล้เคียงกันมาก

มาดู Content ของ Phllips’ Science 12th ed

เราจะมองเห็นหนังสือแบ่งออกเป็น 4 part แต่ถ้าลองมองเนื้อหาจริงๆ พบว่า ประกอบด้วย 3 ส่วนใหญ่ๆ ครับ

Part 1 Basic science

Part 2, 3, 4 Dental materials

และ ภาคผนวกปิดท้าย

การเรียงลำดับบท “เกือบ” สุดท้ายจะปิดด้วย Dental implants เหมือนกัน แต่ Phillips’ Science จะไม่มีเรื่อง Handpiece, Unit แต่มีเรื่อง Dentifrices, Denture cleanser (ไม่มี Denture adhesive)

สรุปถึงตอนนี้ คือ ต้องการชี้ให้เห็นความสำคัญของ Phillips’ Science ที่ใช้เป็นหลักสำหรับการใช้สอนในหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์ของไทยมาอย่างยาวนาน

แต่เดิม แรกเริ่มนั้น หนังสือเล่มนี้ ไม่ได้ใช้ชื่อ Phillips’ Science ครับ

แต่ใช้ชื่อว่า The Science of Dental Materials ครับ ผู้แต่ง คือ Dr. Eugene W. Skinner ตำแหน่ง Professor of physics at Northwestern U

School of Dentistry in Chicago

หนังสือ The Science of Dental Materials 1st ed ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1936 (พ.ศ. 2479) คือ ปีที่ตีพิมพ์ครั้งแรก เป็นปีที่ ท่านอาจารย์ ศาสตราจารย์ ทันตแพทย์ เจน รัตนไพศาล อายุ 16 ปี พอดีครับ

หลังจากนั้นก็เป็น

The Science of Dental Materials 2nd ed

The Science of Dental Materials 3rd ed

The Science of Dental Materials 4th ed

The Science of Dental Materials 5th ed ซึ่งการตีพิมพ์ครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ Dr. Skinner ได้นำ Dr. Ralph W. Phillips มาเป็นผู้แต่งร่วมครับ

ในระหว่างจะตีพิมพ์ครั้งที่ 6 ปรากฏว่า Dr. Skiner เสียชีวิตครับ

The Science of Dental Materials 6th ed ตรงกับปี ค.ศ. 1966 (พ.ศ. 2509 ในปีนี้ ท่านอาจารย์ เจน จบเป็น ทันตแพทย์ เรียบร้อยแล้วจาก มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ครับ)

ท่านอาจารย์ Dr. Ralph W. Phillips จึงเปลี่ยนชื่อหนังสือเล่มนี้เป็น Skinner’s Science of Dental Materials ในการพิมพ์ครั้งที่ 7

Skinner’s Science of Dental Materials 7th ed

Skinner’s Science of Dental Materials 8th ed

Skinner’s Science of Dental Materials 9th ed

(ตอนที่ผมเริ่มเรียน Dent mat ในคณะ ผมทันชื่อ Skinner’s Science ครับ)

แต่ก่อนจะตีพิมพ์ครั้งที่ 10 ท่านอาจารย์ Dr. Phillips เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1991 ครับ (ตรงกับ พ.ศ. 2534 ซึ่งเวลานี้ หนังสือทันตวัสดุศาสตร์ ภาษาไทย ของท่านอาจารย์ เจน เป็น 2nd edition เรียบร้อยแล้ว)

ในการตีพิมพ์ครั้งที่ 10 หนังสือจึงได้รับการเปลี่ยนชื่ออีกครั้ง และเป็นชื่อที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน โดยเปลี่ยน Editor เป็น Dr. Kenneth J. Anusavice

Phillips’ Science of Dental Materials 10th ed

Phillips’ Science of Dental Materials 11th ed

Phillips’ Science of Dental Materials 12th ed

ลองมาดูรายชื่อ Author และ Co-author ของเล่มที่ 12

จะเห็นชื่อ Co-author คือ Dr. Chiayi Shen และ Dr. H. Ralph Rawls

ซึ่งต่อมาในการตีพิมพ์ครั้งที่ 13 ทั้ง 2 ท่านนี้เป็น Author แทน Dr. Anusavice ครับ

Phillips’ Science of Dental Materials 13th ed

ok มาถึงตรงนี้ สรุปคือ เปลี่ยน Author ใน Phillips’ Science เล่มล่าสุด แล้วทำไมหนังสือบางลงครึ่งนึงของความหนาเดิม

หรือ ราคาขายจะลดลงหรือเปล่า?

คำตอบคือ ไม่ใช่เรื่องราคาครับ เพราะ 13 th ed แพงกว่า 12th ed ~ 100% ณ เวลาที่ซื้อคือ ปี ค.ศ. 2021 ( พ.ศ. 2564)

ราคาของ 12th ed อยู่ที่ 1,900 บาท

ราคา 13th ed อยู่ที่ 3,590 บาท

เหตุผลที่ Τextbook Dent Mat บางลง เพราะ เป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของการใช้ทันตวัสดุในวิชาชีพ ทันตแพทย์นั่นเองครับ

ถ้าย้อนกลับไปใน Phillips’ Science 10th ed จะพบว่า มีจำนวนบททั้งหมด 30 บท และถูกยุบมาเหลือ 23 บท ใน 11th ed โดยเรื่องที่ถูกยุบรวมกัน คือ

Impression materials, Casting invesment and procedures, Dental cements, Amalgams, Dental casting and soldering alloys

นั่นคือ แนวโน้มของวัสดุบางประเภทที่ “เริ่ม” ลดความสำคัญลง เมื่อเวลาเปลี่ยนไป และมี technology ใหม่ๆ ที่ก้าวเข้ามา

แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เริ่มเกิดในรอยต่อของ 12th ed กับ 13th ed ครับ

ให้ลองดู Contents เทียบกัน 12th ed รูปบน, 13th รูปล่าง

ใน 12th ed นั้น Dr. Anusavice ยังแบ่งเป็น 4 part แบบเดิม

แต่ใน 13th ed หนังสือเพิ่มมาอีก 1 part เกิดการการจัดหมวดบทเรียนเก่า และใหม่ ทั้งยุบรวม และเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่

สังเกตว่า นอกจากจำนวน part ที่เพิ่มขึ้น ยังมีการจัดหมวดใหม่ เช่น Αuxillary materials ที่ 12th ed เคยจัดเป็น Part 2 ใหญ่ ที่ประกอบไปด้วย Ιmpression, Gypsum, wax ถูกยุบรวมกันเป็นบทย่อย บทที่ 13 อยู่ใน Part 4 Fabrication of Prostheses เท่านั้น

มาลองดูความแตกต่างอย่างชัดเจนของ 2 เล่มนี้ ในหัวข้อ Auxillary materials กันครับ

12th ed

13th ed

ส่วนประกอบของ Auxillary materials ใน 13th ed ยังมีเหมือนๆ กับ 12th ed

แต่ถ้าลงลึกเข้าไปจะพบว่า บางเรื่อง หรือ บางรูปประกอบคำอธิบายที่สำคัญ เช่น Maxwell-Voigt model ที่ใช้อธิบายเรื่องพฤติกรรมของ Impression materials ชนิด Elastomer เมื่อได้รับแรง และการเปลี่ยนรูป ที่อธิบายอย่างละเอียด ใน 12th ed หายไปทั้งยวงใน 13th ed ครับ

รูปนี้ไม่มีใน 13th ed เล่มล่าสุด

(อธิบายโดยสรุป วัสดุพิมพ์ปากชนิด Elastomer ( Polysulfide, Condens silicone, Addition silicone, Polyether : ผมเรียงตาม Stiffness) จะมีคุณสมบัติที่อยู่ระหว่าง ความเป็น Elastic solid กับความเป็น Viscous liquid

คือ ยืดได้จำกัด และ หนืดได้จำกัด เรียก Viscoelastic solid ซึ่งอธิบายด้วย Maxwell-Voigt model โดยการต่อของ Spring S1, S2 แบบอนุกรมกัน และการต่อของลูกสูบ+กระบอกสูบ D2,D1 แบบอนุกรม ส่วน S2 และกระบอกสูบ D2 ต่อแบบขนาน

ในชั้นแรก เมื่อมีแรงกระทำต่อระบบในรูป สปริง S1 จะเป็นตัวรับแรง เกิดการเปลี่ยนรูป (Strain) ที่ S1 โดยยังไม่มีผลต่อ S2, D1, D2

ต่อมา เมื่อยังให้แรงเท่าเดิม ต่อไปเรื่อยๆ สปริง S1 จะเปลี่ยนรูปมากขึ้น แล้วขอให้ D2, S2, D1 มาช่วยรับแรง จึงทำให้สปริงและกระบอกสูบทั้งระบบเปลี่ยนรูป —> ตรงนี้เทียบกับ Addition silicone ผ่าน Setting time จนถึงขั้นที่เราต้องดึง impression ออกจากปาก Pt ถ้าเราใช้แรงดึงแบบดึงนานๆ กว่า impression จะผ่านจาก undercut ทั้งหลาย แรงที่ทำให้กระบอกสูบเปลี่ยนรูป จะเกิดขึ้น (ถึงแม้ สปริงจะคืนตัวได้ดังเดิม)

เมื่อนำแรงออกไป S1, S2 คืนกลับได้ 100% (สปริง แทนคุณสมบัติ Elastic solid) แต่ลูกสูบ D2 และ D1 (ลูกสูบอยู่ในกระบอกสูบที่มี liq หนืดหล่อลื่น แทนคุณสมบัติ Viscous liq) ไม่สามารถ recovery กลับสู่ตำแหน่งเริ่มต้นได้

จึงเทียบได้กับ Action ที่เราใช้ Elastomer พิมพ์ปาก คือ ต้องใช้แรงดึงแบบใช้เวลาน้อยสุด (เป็น Time dependent ไม่ใช่ Force dependent คือ ดึงแรงหรือเบาก็ได้ แต่ต้องใช้เวลาดึงที่น้อยที่สุด) และหลังจากดึงออก ต้องมีเวลาให้ ลูกสูบ D2, D1 recover โดยทิ้งวัสดุไว้ซักพัก (ไม่เทงานทันที) )

เรื่อง Wax มีปกติใน 13th ed ครับ แต่เรื่อง Compound หายไปเลย

Compound ยังมีอยู่ใน 12th ed แต่หายไปทั้งเรื่องใน 13th ed ครับ

หลายเรื่องของ 13th ed ก็ยังใช้ 12th เป็นแกนหลักในการเขียนเหมือนเดิม เช่น เรื่อง Basic science

รูปหลายรูปยังยกมาเหมือนเดิม

แต่บางรูปถูกตัดทิ้งไป เช่น รูปที่อธิบาย Galvanic

เทียบในเนื้อหาเดียวกันของทั้ง 2 เล่ม 12th ed อยู่ซ้ายมือ

ให้ดูการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ แต่แสดงถึง ผลกระทบทางคลินิกบางอย่าง

รูปการทำ Undercut ใน GVB Cl V รูปนี้ หายไปใน 13th ed ครับ

แต่ในขณะที่รูป basic อย่าง Sealant ดันยังมีอยู่เหมือนเดิม

เรื่อง Dental cement รูปแสดงการผสม Water-base cement ที่ท่านอาจารย์สอนในคณะ demon จนชินตา ไม่มีแล้วในเล่มล่าสุดครับ แต่ 13th ed ทดแทนด้วย ภาพการอธิบาย กลไกการก่อตัว และรูป SEM

เรื่อง Invesment ยังคงมีอยู่

สังเกตว่า ถ้ามี materials ในยุคเก่า ถ้ายังพูดถึงในเล่มล่าสุด ส่วนใหญ่ท่านอาจารย์จะยกรูปเดิมจาก 12th ed มาเลย

Amalgam เป็นบทที่ผมลุ้นมาก ว่า เล่มใหม่จะเขียนถึงอย่างไรบ้าง?

ในเล่มใหม่ Amalgam ถูกตัดออกไป 10 หน้าครับ
รูปก็ใช้รูปเดิมทั้งหมด ตามคาด

บทสรุป เรื่องการใช้ Amalgam filling ยังเหมือนกันทั้ง 2 เล่ม (ตราบใดที่ยังใช้ Hg เป็นส่วนประกอบอยู่ ยิ่งทำให้อนาคตของวัสดุตัวนี้ ริบหรี่ลงเรื่อยๆ)

รูปที่แสดง บทที่เพิ่มเข้ามาใน 13th ed (ไม่มีใน 12th และทุก edition ก่อนหน้า)

สิ่งที่น่าตกใจนอกจากความหนาของ Textbook ที่ลดลง และราคาของมันที่เพิ่มขึ้น คือ แนวโน้มของการเลิกใช้งานของทันตวัสดุบางตัวในอนาคต ซึ่งแน่นอน เกือบทุกตัวที่มีในคลินิก เรานำเข้ามาทั้งหมด โดยไม่มีการผลิตใช้ภายในประเทศ

ถึงแม้เราไม่อยากปรับตัว ในการทำงาน ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง ต้องการให้เหมือนปัจจุบันและทำงานให้เหมือนในอดีต เหมือนที่เราเรียนในคณะ ใช้วัสดุแบบที่อาจารย์สอน แต่ควรตระหนักว่า เนื้อหาใน Textbook จะ update ทุก ~ 5 ปี ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งที่เราอ่านใน Text เล่มล่าสุด คือ อ่านสิ่งที่อยู่ในอดีตเสมอ (Text ใช้เวลาเก็บข้อมูล และเขียน-proof แล้วตีพิมพ์) ในอีก 5 ปี ข้างหน้า Phillips’ Science of Dental Materials อาจไม่มีการเขียนเรื่อง Impression materials, Gypsum products และ Wax แล้ว เพราะประเทศต้นทางผู้ผลิต ไม่มีการผลิตวัสดุเหล่านี้มาใช้อีกต่อไป

ยกเว้นว่า คุณหมอวางแผนจะเกษียณ วางมือจากวงการทันตแพทย์ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องปรับตัวใดๆ เลย แต่ถ้ายังทำงานต่อไปเรื่อยๆ ในอีก 10 ปีข้างหน้า การเริ่มปรับตัวตั้งแต่ในปีนี้ ก็ยังไม่ถือว่าสาย

ขอใช้บทความนี้แทน ส.ค.ส. ส่งความสุขปีใหม่ 2566 นะครับ

Ref:

1. https://evolve.elsevier.com/cs/product/9780323697552?role=student&CT=TH

2. https://evolve.elsevier.com/cs/product/9781455748136?role=student&CT=TH

3. http://www.thebookbun.com/product/9980/ทันตวัสดุศาสตร์-เป็นหนังสือที่ได้รับรางวัลประเภทเรียบเรียงประกอบปาฐกถา-จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-ผู้เขีย

4. หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศ.พิเศษ ทพ. เจน รัตนไพศาล