พบกับ Smart phone ที่ทำให้ใจสั่น

พบกับ Smart phone ที่ทำให้ใจสั่น

นานมากแล้ว ที่ไม่ได้เกินความรู้สึกแบบนี้ ส่วนใหญ่ผมจะอยู่ในฝั่ง iPhone เป็นหลัก สำหรับ Android ที่ใช้จริงจังคือ SSG K Zoom, Sony Xzs และล่าสุดอยู่กับ Strix ได้ปีนึงครับ

ถ้าไม่นับ Notebook และ All in One PC Product ของ Asus เคยใช้ ROG 3 แค่ตัวเดียว

เมื่อวานพยายามออกจากที่ทำงานเร็วหน่อย ฝ่าฝนไป AIS CTW โดยคุยกับ Admin ใน FB inbox ก่อน พอไปถึงก็ใช้เวลาแป๊บเดียวครับ (ผมขอรับโดยไม่ Unbox)

Package ที่คุ้นเคย สำหรับคนที่เคยใช้ ROG Phone มาก่อน
เครื่อง Synnex
แต่ครั้งนี้ใช้กระดาษด้านครับ ตอน Strix กระดาษอาบมัน (ไม่แน่ใจ ROG 5 เพราะไม่ได้ใช้) ตรงลิ้นด้านบนสำหรับดึงเลื่อนออกมา
ตอนดึงลิ้นเลื่อน กลไกด้านข้างจะ Slide กล่องแยกออกมาเป็น 2 ส่วน
ส่วนแรกทางซ้ายมือของผู้อ่านคือ ส่วนที่เก็บพัดลม ด้านซ้ายเก็บตัวเครื่อง+เคส+Charge+Cable
ดึงกล่องเก็บเครื่องชั้นบนของ part ขวาออก ด้านล่างคือ Charger+Cable
ด้านซ้ายเป็นที่อยู่ของพัดลม Aero active cooler
ตัวเครื่องเก็บในกล่องกระดาษ อยู่ในซอง plastic อีกชั้น
การออกแบบ Package ละเอียดสุดยอดมาก ถ้าใครเพิ่งมาใช้ ROG Phone น่าจะตื่นตา
ถอดตัวเครื่องออกจากซอง
ปุ่มกด label สีฟ้าทั้งหมด ปกติจะเจอสีแดงเป็นส่วนใหญ่
ให้ความรู้สึกไม่ค่อยเหมือนเครื่องจากบริษัท China (น่าจะเป็น Lenovo ที่เคยทำมาก่อน)
SIM tray ใส่ Physical SIM ได้ 2 SIM มีตัวเลข label SIM 1 และ 2
ใส่ SIM 1
ok Ready
Start! (แสดงหน้าจอตอนเปิดเครื่องครั้งแรก)
ผมโอนย้ายข้อมูลจาก Mac เข้าเครื่องโดยใช้ OpenMTP ครับ
แสดง Files ฝั่ง Mac
จอฝั่งขวามือของผู้อ่าน คือ Files ฝั่ง ROG
แต่เจอปัญหาว่า Transfer ช้ามากครับ มีรูป 6xx รูป กับเพลงอีกแค่ 3 GB
เครื่องเปิด USB Debug เรียบร้อยแล้ว
เลยต้องเปลี่ยนแผน ผม search ดู ตัวนี้น่าจะ Work ครับ เลยลองติดตั้งใน Mac ดู
ติดตั้งเรียบร้อย มาลองใช้กันดู
หน้า Program แสดง Files ฝั่ง ROG จากนั้นใช้ drag&drop ตามปกติครับ
Work มากครับ ความเร็วการ transfer ดีมาก
Download ได้ที่นี่ครับ https://www.android.com/filetransfer/

ตอนนี้เครื่องอยู่ในมือยังไม่ถึง 24 ชม. ครับ กำลังลง app ที่ใช้จาก 14 PM ที่ใช้ประจำ (ตอนนี้ขาย 14PM ไปแล้ว แต่ผมใช้ iPad Air 5 กับ 14PM ลง apps เดียวกันทั้ง 2 เครื่องครับ คือ ใช้แบบ Clone เครื่อง )

ใครที่ใช้แบบเจออะไรบ้างมาคุยกันครับ

Ref: 1. https://openmtp.ganeshrvel.com

2. https://www.android.com/filetransfer/

3. https://www.ais.th/asus/rog-phone-series/rog-phone-6d/16-512gb/

MagSafe ยังไง?

MagSafe ยังไง?

คุณสมบัติของ MagSafe Battery Pack
ตาม Spec เก็บประจุได้ 1,460mAh ที่ 7.62V
ได้พลังงานไฟฟ้า = 11.13Wh (= (1,460 x 7.62)/1000)

ผมจะใช้ iPhone 14PM มาพิจารณาเพียงรุ่นเดียวนะครับ ในบทความนี้

ความจุแบต 14PM = 4,323 mAh ขนาดเซลล์ battery 1 cell = 3.86 V battery จึงให้พลังงาน = (4,323 x 3.86)/1000 = 16.68678 ~ 16.68 Wh
ขยายได้ตามนี้

คำถามคือ iPhone Battery Pack จะชาร์จ iPhone 14PM ได้พลังไฟใช้งานปริมาณเท่าใด?

คำตอบ ถ้าดูจาก Spec ที่อ่านได้อย่างเดียวจะได้ ความจุของ Battery pack ที่แท้จริง = (1,460 x 7.62) / 3.86 = 2,882.18 mAh = ค่า effective charging capacity (mAh) ที่ใช้ในการชาร์จ 14PM

ถ้าคิดว่า Effective ในการชาร์จ = 100% ไฟจะประจุเข้าเครื่องได้ = 2,882 mAh ต่อการชาร์จ 1 รอบ แต่เพราะเป็น Wireless charge ที่ต้องมีการเสียพลังงานจาก heat ที่เกิดจากการเหนี่ยวนำขดลวด

ค่า Effective ในการชาร์จของ Wireless Powerbank จะอยู่ที่ 50% เท่านั้น

จากกราฟ แสดงเส้นสีดำทึบ (ล่างสุด) คือ การชาร์จแบบ Wire ให้พลังงานเทียบเป็น 100%

ส่วนเส้นประตรงกลาง เป็นการชาร์จแบบ Wireless ด้วย Wireless Powerbank ตาม Qi standard จะเห็นว่า ค่า Effective ของการชาร์จ = 59.4% หรือ ลดจากแบบ Wire ~ 50%

จากจุดอ่อนเรื่อง การ Energy loss ของ Wireless Powerbank ทำให้ Apple จึงทำ Program ชุดคำสั่งเข้าไปใน iPhone Battery Pack เพื่อให้ Wireless Powerbank (Battery Pack) ของ Apple สามารถ “คุย” กับ iPhone ขณะชาร์จได้

เข้า iPhone Settings –> General –> About —> MagSafe Battery Pack
แสดง Firmware ล่าสุดเป็น version 2.7.b.0

พูดง่ายๆ คือ เป็น Wireless Powerbank ที่มี OS อยู่ในตัวเอง ผลที่ได้คือ

1. MagSafe Battery Pack จะหยุดชาร์จ iPhone เมื่อ iPhone ชาร์จถึงความจุ 91%

แต่ถ้าเราต้องการไม่ให้หยุดที่ 91% แต่ให้ชาร์จไปได้เรื่อยๆ จนถึง 100% ก็ทำได้ครับ โดยตั้งค่าได้เลย จาก Control Center

กดที่ Battery icon ที่อยู่ล่างสุด
จากนั้นให้เลือก Charge past 90% เท่านี้ก็จะชาร์จได้จนเต็ม 100% ครับ

ทำไม Apple จึงจำกัดการชาร์จของ Battery Pack ไม่ให้ชาร์จ iPhone จนเต็ม 100%?

คำตอบของ Apple คือ ” เพื่อช่วยรักษาสุขภาพแบตเตอรี่…” (รายละเอียดตามรูปด้านบน)

ถ้าขณะชาร์จ iPhone มีความร้อนมาก การชาร์จจะถูกจำกัดที่ 80% (ไม่ว่าจะติด Battery Pack นานขนาดไหน ก็จะได้แค่ 80% จนกว่าเครื่องจะเย็นลง จึงจะชาร์จต่อไปถึง 91%)

ถ้าชาร์จด้วยวิธีนี้ กำลังไฟจะออกจาก Battery Pack = 7.5 W ครับ
แต่ถ้าชาร์จแบบนี้ (เสียบด้วยหัวชาร์จ 20 W ขึ้นไป ที่ Lightning port ของ Battery Pack) กำลังไฟจะออกจาก Battery Pack = 15 W

และถ้าเสียบสายชาร์จที่ Lightning ของ iPhone โดยมี Battery Pack ประกบอยู่ด้านหลังเครื่อง จะกลายเป็น Reverse Charging คือ iPhone จะเป็นแหล่งกำเนิดไฟ เพื่อชาร์จกลับเข้า Battery Pack ทำให้ทั้ง iPhone และ Battery Pack รับไฟเข้าพร้อมกัน (โดยมีเงื่อนไขว่า ความจุแบต iPhone ต้องถึง 80% ก่อน เครื่องจึงจะ Reverse Charging เข้า Battery Pack ได้
รายละเอียดตามนี้นะครับ


2. จากการที่ Apple program embed เข้าไปใน iPhone Battery Pack MagSafe ทำให้ Efficiency rating ของการชาร์จ อยู่ที่ 70% เมื่อเทียบกับ Qi efficiency ที่อยู่ที่ 50%

จากรูปจะเห็นว่า ขนาดของ Powerbank ที่ขายทั่วไป ส่วนใหญ่จะมีขนาดที่ใหญ่กว่า ยกเว้นผู้ผลิตบางรายที่ให้ความสำคัญกับขนาด เช่น Anker (แต่ก็ยังอยู่ใน Qi efficiency ไม่ใช่ MagSafe ให้สังเกตจากคำว่า Magnetic Battery ไม่ใช้คำว่า MagSafe) –> อยู่ใน Qi นั่นคือ Efficiency rate = 50%

โดยสรุป iPhone Battery Pack ของ Apple มีพลังไฟ = 11.13 Wh และ iPhone 14Pm ใช้ความจุ Battery = 16.68 Wh

จาก Efficiency ของ iPhone Battery Pack = 70% x 11.13 = 7.79 Wh

จะสามารถชาร์จไฟให้ iPhone 14PM ได้เพิ่มขึ้น = 7.79/16.68 = 47% จากความจุเริ่มต้น ความหมายคือ iPhone Battery Pack สามารถชาร์จ iPhone 14PM ได้ความจุ ~ 1/2 ของความจุแบตทั้งหมด ต่อการชาร์จ 1 รอบนั่นเองครับ

Ref:

1. https://9to5mac.com/2022/09/14/iphone-14-pro-max-teardown-video/

2. https://appleinsider.com/articles/21/07/14/apples-magsafe-battery-pack-has-more-capacity-than-it-seems—heres-why

3. https://support.apple.com/th-th/HT212174

4. https://appleinsider.com/articles/22/10/06/magsafe-battery-pack-one-year-later-still-the-one-to-beat?utm_source=sendible&utm_medium=social&utm_campaign=RSS&fbclid=IwAR3xK8nGxn7opVWsFHcrsRniFNwiHucLJjXhOAPIJKBeWBmE7wcsakkTXJ0

5. https://www.amazon.com/dp/B099284SRR/?tag=reality&th=1

สาเหตุและปัญหาต่อความเข้าใจของผู้ใช้ในการสลับเลนส์กล้องหลัง iPhone รุ่นใหม่ๆ

แสดง Camera menu ของ iOS 10
ด้วยความบังเอิญ จากการนำ SE 1 มาใช้ระหว่างรอ 14PM ที่ส่งคืนกลับไปเปลี่ยนสีใหม่ ทำให้เจอสาเหตุของปัญหานี้ครับ
SE 1 เครื่องนี้ได้มาจาก PowerBuy ที่ Central ปิ่นเกล้า เมื่อปี พ.ศ. 2559 ครับ ช่วงเดือน มิ.ย. (ผมดูจาก date ของรูปภาพรูปแรกที่ถ่ายเก็บไว้ในเครื่อง) เครื่องมีการใช้งานอย่างจริงจัง หลังจากนั้น Inbox แล้วคอยชาร์จแบตบ้าง เป็นระยะ
ปีนึง ถ้าคิดถึงจะนำออกมาใช้ เพื่อ update applications อย่างต่อเนื่อง พอดีช่วงนี้เป็นโอกาสดีมากที่จะนำออกมาใช้อย่างจริงจัง ในระหว่างรอเปลี่ยนเครื่อง 14PM
Uncover
Charger 5W เป็นตัวใหม่ที่ผมซื้อมาทีหลัง เพื่อแทนตัวเก่าที่หายไปเรียบร้อยแล้วครับ แต่หูฟังและ cable USB to Lightning ยังเป็นของเดิมที่มาพร้อมเครื่อง
สภาพเครื่องโดยรวม
SE 1 Silver นี้ Silver แบบจริงจังครับ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
White ทั้งเครื่อง
ปุ่ม Volume up/down แบบทรงกลม
ข้อดีคือ ทำให้คลำง่ายครับ สัมผัสแล้วแยกได้ทันทีปุ่มไหนเป็น up/down
Power on/off (Shut down button)
Port Lightning และ รูหูฟัง 3.5″
Real physical Home button
สัญลักษณ์ Signal scale ที่ไม่คุ้นตา ไม่ต้องแปลกใจครับ
เพราะเครื่องนี้ยังอยู่ใน iOS 10 นั่นเอง
เพราะมันเป็น iOS 10 นี่แหละ ทำให้ผมเจอสาเหตุของปัญหาว่า ทำไม user จึงสับสนและไม่เข้าใจการถ่ายรูปด้วย iPhone 13Pro series, 14Pro series กันเป็นจำนวนมาก คือ พบว่า กล้องกระตุกบ้าง ไม่ focus บ้าง แล้วแต่จะเจอกัน รูป Lotus หน้าบ้านจาก SE 1
ด้วยความที่อยู่กับ 13Pro, 14Pro รวมกันแล้วเป็นปี ทำให้ผมถึงกับอึ้ง เมื่อเปิด Camera app ของ SE 1 ที่อยู่ใน iOS 10 ครับ
ใน iOS 10 จะเห็นว่า Apple วางการ Settings ของ Camera app ทั้งหมด อยู่ในหน้าจอถ่ายรูปเลย จาก menu bar บนสุด user สามารถ ปิด/เปิด Flash, HDR, Live photo, Timer, Filter จากหน้าจอ app ได้โดยตรง
รูป Preview จากหน้าจอก่อนกด Shutter
รูปทึ่ถ่ายได้
ใน Setting ของ HDR ที่มีให้เลือก
รูปที่ได้
ลองใช้การ Zoom
รูปที่ได้

ทีนี้ลองเข้าไปที่หน้า Settings หลักของเครื่องครับ
เราจะไม่พบ Settings menu ของ Camera ที่นี่เลย
แสดง Settings menu ทั้งหมดของ iOS 10
ที่ SE 1 ยังอยู่ใน iOS 10 เพราะผมยังต้องการเก็บ apps เหล่านี้ไว้ครับ เพราะทันทีที่ update iOS 11 เป็นต้นไป apps พวกนี้จะกลายเป็น app ที่เปิดไม่ได้ทันที ส่วนใหญ่เป็น Games และ Medical database app เก่าๆ ซึ่งผู้พัฒนาเลิกทำไปแล้ว (icon เครื่องบินแถวบนสุด นับที่ 2 จากซ้าย คือ เกม Ace combat ของ Namco ครับ)
ทั้งหมดนี้ที่เกิดจากการจับ SE 1 ใน iOS รุ่นเก่า ที่เน้นความเรียบง่ายในการใช้งาน ทำให้เกิดการเปรียบเทียบทันทีว่า การย้าย Setting menu ของ Camera app เข้ามาใน Settings ของเครื่อง ด้วย menu ที่หลากหลาย และซับซ้อน ทำให้ user ที่ไม่คุ้นชิน เกิดความไม่เข้าใจความซับซ้อนในการปรับแต่ง จึงทำให้รู้สึก fail เวลาใช้งานกล้องหลังของ iPhone 14Pro series นั่นเองครับ
ผมคงต้องอยู่กับ SE 1 อีกหลาย wk เลย

iPhone SE 2022: Detoxifying the iPhone notch family.

รีวิว iPhone SE 2022

ผมอยู่กับ iPhone ที่มี notch ตั้งแต่ iPhone 11Pro ครับ แล้วมาเป็น 13Pro (ข้าม X, Xs,12) จนมาถึงล่าสุด 14Pro ในครั้งแรกคิดว่า เมื่อเปลี่ยนมาเป็น Dynamic island แล้วสถานการณ์น่าจะ ok ขึ้น แต่เมื่อใช้งานไปได้ 1wk จึงพบว่า มันไม่ใช่เลย

Dynamic island ค่อนข้างมีปัญหาการบดบัง Screen มาก โดยเฉพาะเมื่อใช้งานในแนว landscape ยิ่งไปกว่านั้น Truedepth system ของ i14Pro ไม่ได้ดีขึ้นไปจาก i13Pro เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ Face ID with mask โดยเฉพาะในยามเร่งด่วน

การใช้งานทั่วไป ไม่รู้สึกแตกต่างจาก 13Pro ที่ถืออยู่ 1 ปี เมื่อไม่มีอะไรดีขึ้น (อย่างที่คาดหวังไว้) จึงทำให้ผมกลับไปคือถึง Physical Home button ที่คุ้นเคย เครื่องที่ผมยังเก็บไว้คือ iPhone 6s+ เป็น device ที่เชื้อใจได้สูงมาก แต่ด้วย CPU A9 แม้ update เป็น iOS 15.7 ได้ แต่ความเร็วในการใช้งานก็ช้ามากครับ A9 ยังเป็น generation ที่ไม่มี Neural engine (เริ่มที่ A11)
ผมจึง Clearance iPhone notch type family ที่มีอยู่ทั้งหมด แล้วกลับไปที่ Apple store เพื่อหวนกลับไปสู่ iPhone ที่อาจจะเป็น gen สุดท้ายที่มี Physical button อีกครั้ง
วันนั้นช่วงหลังเลิกงาน ท่ามกลางกระแสเชี่ยวกรากของ i14Promax และ 14Pro ที่ระอุท่วมท้น Apple Store CTW ก็มีเรื่องให้ชวนตะลึงของเหล่าพนักงานใน Store แห่งนี้ เมื่อคุณลุงคนนึงเข้ามาขอซื้อ iPhone SE ด้วยราคาที่ up ขึ้นจากเดิม พร้อมคำถามคาใจว่า ทำไมคุณลุงไม่ซื้อใน Lazada คะ? ( ใน Lazada ยังขายราคาเดิมก่อน Apple จะปรับ)
เพื่อไม่ให้พนักงานใน Store กรูเข้ามามุงดู พร้อมคำถามและ option ที่ดีกว่ามากมายในการเสนอขาย i14Pro series ก่อนสถานการณ์จะบานปลายไปกว่านั้น ผมจึงไม่ทันได้ check สภาพเครื่อง ทำได้คือ รีบนำ SE ที่ยัง inbox ใส่เป้คู่ใจ แล้วจึงรีบซอยเท้าออกจาก Apple Store ทันที
ทันทีที่กลับถึง Condo ผมรีบอาบน้ำชำระล้างร่างกาย เพราะอยากให้สายน้ำจากฟักบัวช่วยชะล้างภาพของ iPhone notch type ให้ลบไปจากหัวใจ เพื่อจะได้ move on ออกจาก “เกาะ”
กันได้ซักที
อันดับแรกสุดคือ ต้อง check สภาพ body เครื่องทั้งหมดก่อน
พลิกดูสภาพกล่องโดยรอบ
Package iPhone ที่ขายปัจจุบันเป็นแบบนี้ เหมือนกันหมด
อนาคตเราน่าจะเจอ Assembled in India (เห็นคำว่า Assembly แล้วนึกถึง Avengers: End Game ทุกที)
สังเกตวันที่ผลิด นี่แสดงว่า SE ขายได้น้อยมากในไทยนะครับ เดาได้เลยว่า เครื่องยังเป็น iOS 15 มากับกล่องแน่ๆ
ตรงนี้อยากให้ดูเลข Part number เพราะทันทีที่ i14 series เริ่มขายในไทย ก็มี Drama ใน section ที่ 2 ของ Part number ในส่วนของ “รหัสประเทศ” มากๆ
เอาถุง Apple ไปเก็บเข้าลัง
ที่ไม่ทิ้งถุงไม่ใช่อะไร แต่เพราะตอนรับ Products Apple มาก็ทิ้งไปเยอะ ในช่วงแรกๆ ครับ แต่มาวันนึงพลิกก้นถุงขึ้นมาดู มาอ่านเจอตรงนี้เข้า หลังจากนั้นไม่กล้าทิ้งถุง Apple อีกเลย แต่พยายามเอาไปใช้ต่อทีละใบ จนถุงขาดค่อยทิ้งครับ ผมจะเอาใส่กล่องข้าวไปกินที่ทำงาน เพราะส่วนใหญ่ได้ถุงขนาดเล็กสุด มันใส่กล่อง Double Lock ที่ผมใส่ข้าวกลางวันไปกินที่ทำงานได้พอดี (หุงข้าวกินเองทุกเช้าครับ)
เริ่ม Unbox
ผมไม่ฉีกกระดาษ seal กล่องออก เพื่อไม่ให้เกิดขยะใหม่ 2 ชิ้น ให้ติดกับกล่องแบบนี้ไปอีกนาน บางคนอาจคิดว่า ไม่มีประโยชน์ เพราะยังไงกล่องทั้งกล่องก็ต้องเป็นขยะอยู่ดี แต่ผมคิดว่า ok ถูกต้อง ยังไงก็เป็นขยะทั้งกล่อง วิธีนี้ทำเพื่อ เลื่อนเวลาที่มันจะเป็นขยะออกไปเท่านั้นครับ การยืดเวลา ก็เป็นการลดขยะอีกวิธีนึง เหมือนเราซ่อมของใช้ แทนที่จะทิ้งแล้วซื้อใหม่
Starlight ใสสว่าง
แม้กล่องภายนอกจะเป็น Package แบบใหม่ แต่ SE ยังมี Plastic seal คลุมปิดหน้าจอและ body หลัง แทนที่จะใช้กระดาษครับ
มี label บอก Physical Home button
label ด้านข้าง Ring/Silent switch และ Volume up/down button (Oneplus user หัวร้อนกันมากที่ Flagship ของ Oneplus เริ่มตัด Alert slider ด้านข้างนี้ออกไป)
ทันทีที่ลอก Plastic seal ผมจะวางกระจกกันรอยแทนที่ทันที วิธีนี้ไม่ต้องเช็ดฝุ่นระหว่างติดครับ แต่ต้องเล็งให้ดีและใช้เวลาน้อยมาก มีเวลา ~ 5 s ก่อนฝุ่นในห้อง particle แรกจะปลิวเข้ามาตกบน Screen (ก่อนติด ผมเร่งเครื่องฟอกอากาศเป็นแรงสุด เป็นเวลา 10 นาทีก่อนเริ่ม Unbox)
ที่ต้องรองผ้า เพราะต้องการให้เครื่อง stable ระหว่างติดกระจก เพราะเครื่องวางราบไม่นิ่ง จากติดกล้องหลังที่นูนออกมา
หลังวางตำแหน่งกระจก Seat แล้ว
ติดเอง ติดได้ดีกว่าให้ร้านติดให้ 10 เท่าครับ เพราะเราคุมสภาพฝุ่นและแสงสว่างได้เองทั้งหมด ติดเบี้ยวไปนิดเดียว Proximity sensor เพี้ยนไปเลยนะ คือ เวลา call หน้าจอจะไม่ดับเอง เวลาเอาเครื่องแนบหูครับ เพราะกระจกไปบัง sensor ตัวนี้เข้า
ตำแหน่งกระจกกันรอย กับ ปุ่ม Home
ผมจะไม่เสียเวลาเปิดเครื่อง เพื่อ activate ครับ แต่ใช้ iTunes activate เครื่องไปเลย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาบางอย่าง ที่อาจเกิดขึ้นเวลา Activate ด้วยการเปิดเครื่องโดยตรง
ปกติผมจะใช้ Backup เดิมล่าสุดทุกครั้งครับ แต่เครื่องนี้ต้อง Set up as new iPhone เลย เพราะ…
SE เครื่องนี้เป็น iOS 15.4.1 ครับ
ทำได้คือ ลงรูปและเพลง เท่านั้น ส่วน apps ต้องลงใหม่ทั้งหมด
หลัง Eject จาก iTunes
พร้อม move on
Apple leather case ของ SE ครับ หายากมาก เพราะ Apple เลิกขายแล้ว (เหลือแค่ Silicone case only)
ปกติเครื่องรุ่นใหม่ แกะกล่องมา เครื่องจะมี Battery 75% ครับ แต่ SE ค้างใน Store นานมาก จน Batt เหลือ 50% กว่าจะ Set up เสร็จ เหลือ 40%

Finish