ลักษณะพื้นฐานของ iPhone 14 Pro

ลักษณะพื้นฐานของ iPhone 14 Pro

ปีนี้พิเศษที่ ไทย ได้เป็น Tier 1st แม้ที่ CTW จะไม่อลังการเท่า icon Siam แต่ผมชอบที่นี่ครับ
ให้เป็นสีที่สวยที่สุดของ Gen นี้ครับ สี Space Black iPhone 14PM
แต่ดันไปจอง Silver ไว้ซะงั้น กลับบ้านน่าจะทันฝนพอดี น้องที่ CTW take care ดีมาก เห็นแกวุ่นๆ เลย ไม่ได้ขอถ่ายรูปด้วย น้องบอกตื่นเต้นมาก เพราะมาทำงานที่ Apple store CTW เป็นวันแรก
มองจากภายนอก กล่องขนาดใกล้เคียงกัน แต่ของ 14Pro จะยาวกว่า ~ 2.5 มม.
คิดว่า ถึงตรงนี้ต้องมีคนเอากล่องมาวัดไม้โปรเทียบกันแน่นอน
Αpple น่าจะตั้งใจเปลี่ยนสีเพื่อให้ง่ายในการจัดการ แต่ผมชอบกล่องสีดำมากกว่า
ตอนที่มีข้อมูลหลุดจากจีน ก่อนเปิดตัว iPhone 14 ถือว่า เป๊ะมาก font สีดำในพื้นกระดาษขาว (ช่วงหลังๆ มา คือ 5 ปีหลัง ข้อมูลอะไรที่หลุดจากจีน ส่วนใหญ่จะจริงหมด)
ปกติจะลอก sticker ออกทั้ง 2 ฝั้งหัว/ท้าย แต่ผมได้ idea มาจากน้องพนักงาน AIS ท่านนึง ใช้วิธี Unbox แบบนี้ มองว่า ฉลาดมาก คือ ไม่เกิดขยะจากกระดาษกล่องละ 2 ชิ้นครับ ทำเป็นเล่นไป ช่วยลด Carbon footprint ได้เยอะเลยนะ
ไม่ต้องมีเศษกระดาษจากการดึง Sticker

หลัง Unbox แล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือ นำ iPhone 13Pro เครื่องที่ใช้อยู่มาเข้า Back up ข้อมูลทันที เพื่อให้เราได้ข้อมูลที่ update สุด เก็บไว้ก่อน
ปริมาณข้อมูลที่ Back up เสร็จ โทรศัพท์ของผมจะตั้งชื่อเป็น menu กาแฟตัวที่ผมชอบของ Starbucks ครับ iPhone 13Pro ชื่อ Purematcha มีปริมาณข้อมูล = 43.6 GB
ตรงนี้เป็นการปลดเครื่องออกจาก คอม ด้วยการใช้คำสั่ง Eject ก่อนดึง 13Pro ออกจากสาย USB ที่เชื่อมกับคอมครับ
ตอนนี้เราจะนำ 14Pro มาเชื่อมต่อกับ คอม ครับ
สังเกตว่า module กล้อง ใหญ่มาก Apple ทำกล่องด้านในให้เกิด space บริเวณนี้ และเครื่องถูกจัดวางในตำแหน่งคว่ำหน้าจอลง
การตัด Charger ออกไป เป็นสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยเลย
จริงๆ มองเห็น logo Apple ยากมาก แทบจะกลืนกับฝาหลังไปเลย แต่รูปนี้ผมตั้งใจถ่ายให้สะท้อนเห็นชัด
ก่อนจะนำกระดาษที่ปิดหน้าจอออก ผมจะถือโอกาสนี้ในการติดกระจกไปเลย เพราะทันทีที่ลอกกระดาษออก ฝุ่นจะยังไม่ปลิวเข้ามาครับ จอจะ clean มาก ไม่ต้องเช็ดเลย
ติดชั้นที่ 1
ลอกชั้นที่ 2 ออก
ตอนไปซื้อกระจก พนักกงานชอบถามว่า ติดเลยมั๊ยคะ? ติดเองเดี๋ยวเสียนะคะ…โอ้โฮ! มือผมนิ่งกว่าคุณอีก ติดเนี๊ยบกว่าอีก (คิดในใจ ) film กระจกพวกนี้ชอบโฆษณาว่ามี Surface Hardness สูงๆ
แสดงการตรวจสอบ Defect โดยรอบตัวเครื่อง พวกรอยต่างๆ แต่ที่ให้ดูคือ การใช้ Backgroud เพื่อให้เกิด contrast ในการดูตำแหน่ง ความเที่ยงตรงของการวาง button เพราะถ้ามีความนูนหรือยุบ ไม่เท่ากัน จะเกิด effect ในการใช้งานระยะยาว
ตรวจดู Balance ของเครื่องโดยรวม แม้ i14Pro จะมีกล้องที่ใหญ่ขึ้น แต่จุด CG ก็ยังอยู่ในฐาน สามารถตั้งเครื่องเมื่อวางกับพื้นเรียบได้
เทียบกับ 13Pro สมมติถ้าปีหน้า iPhone 15Pro ยังมี module
กล้องที่ใหญ่ขึ้นไปอีก น่าจะคงวางตั้งแบบนี้ไม่ได้แล้ว
Supero-inferior view
ผมไม่ได้เปิดเครื่องครับ แต่ใช้ app Finder activate เครื่องให้ตื่นขึ้นมาเอง
ทันทีที่ connect ได้ จะเห็น Back up เก่าที่ทำไว้ pop up ขึ้นมา แต่ iPhone 14 ที่ขายเป็นวันแรกมีปัญหา มาพร้อมกับ bugs ครับ จึงต้อง update iOS เป็นสิ่งแรกก่อน Restore Backup ของ Purematcha กลับมา
bugs สำคัญตัวนึงคือ iPhone 14 จะค้างตอน Activate เครื่อง และกำลังค้างตอนถ่ายโอนข้อมูลได้ครับ
หน้าจอ Agreement ที่ขึ้นมา เมื่อเราจะ Update iOS 16.0 –> 16.0.1
สังเกต Bar ล่างสุด ตอนนี้ i14Pro ยังไม่มีข้อมูลอื่นใดนอกจากข้อมูลระบบ เรียกได้ว่า แทบจะมีแต่ระบบปฏิบัตืการเปล่าๆ เลย
เจอ pop up iOS 16.0.1 เลือก Download
ขยายให้อ่านชัดขึ้นครับ
บอกรายละเอียด bugs ที่ต้องถูก fix
ขยายให้อ่านใกล้ๆ
เริ่ม Download ขนาด file 6.64 GB
Download และ ติดตั้งเรียบร้อย เป็น 16.0.1 ต่อไปการ Restore Backup จาก Purenmatcha ควรจะราบลื่น
ระหว่างรอ ถือโอกาสตั้งขื่อเครื่องไปเลย พอดีวันนี้เพิ่งกิน menu นี้มาครับ Iced Shaken Espresso

เรียก Restore Backup
เลือก file Backup ที่เพิ่งทำไว้ล่าสุด
pop up ขึ้นมาเตือนว่า ข้อมูลเดิมของ 14Pro จะลบหมด (เครื่อง 14Pro ยังไม่มีข้อมูลใดๆ นอกจาก iOS)
เข้าสู่การ Restore ถ่ายโอนข้อมูลจาก Purematcha โดยใช้ Finder (iTunes) เป็นตัวกลาง
เครื่อง Reboot เอง เป็นขั้นตอนสุดท้าย ใช้เวลาถ่ายโอนข้อมูล ~ 50 GB ใช้เวลาเกือบ 30 นาทีครับ
หน้าจอสุดท้าย การ Restore ราบลื่นด้วยดี
ต่อการนี้เป็นการใช้ WiFi เพื่อเรียก application ทั้ง 400 ตัวในเครื่อง
อันนี้ผมทำเพื่อลดความร้อนของเครื่องระหว่างติดตั้ง app เท่านั้นเองครับ ใช้เวลาอีก ~ 30 นาที
แสดงข้อมูลพื้นฐานจากเครื่อง Demo ของ Apple store CTW
System Data เครื่องเปล่าๆ จะอยู่ที่ ~ 5 GB ครับ
เทียบกับในเครื่อง i14Pro ที่เรียก Backup กลับมาทั้งหมดแล้วครับ จะเห็นว่า iOS 16 ในเครื่อง 14Pro น่าจะมีการปรับจากเดิมมาก System Data ไม่กินพื้นที่เครื่องจนมากเกินไปเลย
ลองมาดูเคสพื้นฐาน ผมไม่ค่อยบ้าเคสมาก ใช้แบบพื้นๆ ครับ เทียบ 13Pro vs 14Pro Leather case สีเดียวกัน
ยังกับแกะ
ที่ใช้สีนี้ เพราะมันดูเปื้อนยากดีครับ
ประกอบร่าง พร้อมทำงาน
ความนูนของขอบ เพื่อกัน lens เวลาวางหงาย
ขอบคุณน้องฝนที่ยังไม่ตกในตลอดวันนี้ครับ

Don’t Remove. (before X-ray)

radix-ento พบได้ในคนไทย 12.7%

Germination
X-ray ช่วยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน
สังเกต furcation ก็รู้ว่าฟัน Perio
Mermaid Premolar
ให้สังเกตที่ mouth mirror
เห็นถึงความฝ้ามัว
เป็น Br พม่าครับ alloy ไม่แข็งมาก X-ray เท่านั้นจึงจะรื้อได้
ผมจะชอบวัดความยาวของฟันบ่อยๆ เทียบกับความยาวในใจที่เดาเอาไว้
RCT incomplete
ใครสังเกตเห็นความผิดปกติบ้างครับ?
ถึงกับต้องถ่ายทุกมุมเลยซี่นี้
remove ฟัน Crowding เป็น PVC ล้อมด้วยฟัน RCT

อย่าลืม X-ray ก่อนถอนนะครับ

วิธี Set ให้ iPhone อยู่ใน Low Power Mode ตลอดเวลา

ปกติเมื่อเราทำให้เครื่องอยู่ใน Low Power Mode (LPM) iOS จะ “ปิด” mode นี้เมื่อเครื่องถูกชาร์จ หรือ มีความจุ Battery 80% ขึ้นไป

ทำให้เราต้อง “เปิด” LPM จาก Settings –> Battery อีกครั้ง

วิธีนี้คือ การทำให้เครื่องอยู่ในสถานะ LPM แบบตลอดเวลา แม้ถอดสายชาร์จแล้ว เครื่องก็ยังอยู่ใน LPM โดยเราไม่ต้องเข้าไป Settings อีกครั้งครับ โดยใช้ความสามารถ Automation ของ App Shortcut ที่อยู่ในเครื่อง เดิมๆ อยู่แล้ว

( Shortcut app พัฒนามาจาก Workflow app เริ่มใช้ใน iOS 12 ปี ค.ศ. 2018 และกลายเป็น Shortcut app default ใน iOS 13)

วิธีทำ

1. เปิด App Shortcut แล้วเลือก Automation

2. Create personal automation

3. จาก New automation เลือก LPM

4. ปิด turn on

5. เปิด turn off

6. จากช่อง search ด้านล่างสุด พิมพ์หา Low power mode

7. จากนั้นเลือก Scripting “Low Power Mode”

8. เลือก Turn Low power mode on

9. เพราะเราต้องการให้ Automation นี้ทำงานโดยไม่ต้องมี pop up ถามซ้ำอีก ให้เลือก Don’t ask โดย toggle Ask before running ออก

10.

11. ขั้นตอนสุดท้าย กดที่ Done เป็นการสั่ง Automation โดยสมบูรณ์

12. หน้าตา Automation ที่สร้างเสร็จ

ลองมาทดสอบกัน จะเห็นว่า ถ้าเรา on LPM จะไม่สามารถออกจาก mode นี้ได้เลยจาก Settings ครับ

ทีนี้ ถ้าเราต้องการให้เครื่องกลับสู่ สถานะปกติ ต้องไปปิดการทำงานของ Automation ที่สร้างไว้ครับ

1. เปิด app Shortcut เข้า Automation

2. เจอ Automation LPM ให้กดเข้าไปครับ

3. toggle ปิด Enable this automation (ถ้าเราจะเปิดใช้อีก ก็มา toggle Enable นี้ให้เป็น on ใหม่)

ลองมาทดสอบการปิด เครื่องออกจากสถานะ Always LPM

Ref:

1. https://en.wikipedia.org/wiki/Shortcuts_(app)

2. https://support.apple.com/th-th/HT205234

3. https://www.idownloadblog.com/2022/07/05/how-to-always-keep-iphone-in-low-power-mode/?fbclid=IwAR0lpyf4EZTS6DXyOEMK30Uj9D4QZmWRwV3r5wMRn3VFpu4fqO02MgL0AnY

เมื่อเรามาถึงวันที่ต้อง Up firmware Powerbank

เมื่อเรามาถึงวันที่ต้อง Up firmware Powerbank

ในวันที่ Apple เปิดตัว Magsafe battery pack (.. 2564)

ยอมรับว่าเป็น Apple product ตัวนึงที่ผมมองข้ามไปเลย เพราะ Powerbank ขนาดความจุ 1,460 mAh ราคา 3,690 บาท คิดในแง่ไหน มันก็แพงมากครับ ถึงแม้มันจะเป็น Magsafe ก็เถอะ

(โลหะที่ใช้ใน Magsafe accessories ของ Apple คือ Neodymium magnet (N45SH grade) สำหรับ MagSafe case และ N48H grade magnet สำหรับ MagSafe acessories ตัวอื่นๆ เช่น MagSafe ที่ใช้ใน Battery pack หรือ Powerbank ตัวนี้)

ทำไมต้องใช้ Neodymium magnet grade นี้?

เหตุผลเพราะ Wireless charge ตาม Qi standard จะเกิดการ loss พลังงานที่ Output ออกมากลายเป็น Heat (ตาม 2nd law of Thermodynamics) ซึ่งโดยคุณสมบัติของแม่เหล็กธรรมชาติ (ตัว Alloy มีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็กโดยไม่ต้องมีกระแสไฟฟ้าผ่าน คือ วางอยู่เฉยๆ ก็แสดงความเป็นแม่เหล็กได้เลย) แม่เหล็กธรรมชาติเมื่อได้รับอุณหภูมิสูงมาก ความเป็นแม่เหล็กของมันจะค่อยๆ สูญเสียไป

ซึ่ง Neodymium magnet SH grade จะทนความร้อนได้ถึง 150 °C แต่ magnet grade นี้จะใช้ % Heavy rare earth ที่สูงกว่า grade ธรรมดา เช่น N grade อื่นๆ ซึ่งบริษัท 3rd parties ที่ผลิด MagSafe accessories ส่วนใหญ่จะใช้ N grade ที่ไม่ resist High temperature ทำให้ลดต้นทุนการผลิดได้มากกว่า MagSafe ของ Apple ทุก products ที่ใช้ MagSafe

แสดงตาราง Rare earth element บางส่วน

ในที่นี้ให้ดู Nd

แสดงตำแหน่งของ Rare earth element ทั้ง 17 ตัวในตารางธาตุ (เกือบทั้งหมดเป็น Transition metal ใน Lanthanide series คือ คาบที่ 3 ของ Transition metal สำหรับทันตแพทย์ Pt, Au และ Hg ก็อยู่ในคาบเดียวกันนี้ แต่ไม่อยู่ใน Lanthanide series นะครับ เพราะ Pt, Au, Hg ไม่มี Chemical property คล้าย La (Lanthanum))

เมื่อเดือนที่แล้ว เข้าไปดู Mac Studio ใน Apple store CTW บังเอิญไปเจอ MagSafe battery pack วางขายในร้าน (ขายในร้าน ไม่ขาย Apple store online ซึ่งก็แปลกดี)

แสดง Mac Studio

MagSafe battery pack

เลยซื้อมารีวิว เพื่อให้หายความสงสัยในใจ แล้วค่อยขายต่อดีกว่า

Clip แสดง MagSafe animation เวลาใช้งาน (MagSafe animation จะพบได้ใน MagSafe product ของ Apple ทุกตัว แต่จะไม่พบใน MagSafe accessories จากบริษัทอื่นๆ)

Default จะตั้งค่าให้ Charge ได้ที่ 90% แต่ถ้าเราต้องการเปลี่ยนไม่ให้ limit ที่ 90% สามารถปรับที่ Settings ได้

ในขณะที่ซื้อมานั้น Apple ยังตั้งให้กำลังไฟของ MagSafe Battery Pack ที่ Output ออกมาอยู่ที่ 5W (ถ้าเสียบชาร์จ MagSafe ด้วย Wall charge 20W ขึ้นไป แล้วติด MagSafe Battery Pack กับ iPhone จะชาร์จด้วย Output 15W)

ในการใช้งานจริง

Crop graph ออกมา

ถ้าคิดแบบตรงๆ (โดยไม่สนรูปร่าง S-curve ของ graph ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด)

13Pro มี Battery = 3,095 mAh 3.83 V = 3,095 x 3.83 = 11.853 Wh

MagSafe Battery Pack มี Battery = 1,460 mAh 7.62 V = 1,460 x 7.62 = 11.125 Wh

Powerbank จะชาร์จได้ = (0.85 x 11.125)/11.853 = 0.797 รอบ ~ 80% ของความจุ Batt 13Pro

(คิดการ loss Energy ของ Powerbank ที่ 15%)

Charging speed = 5W

อัตราการชาร์จ = 11.853/ (0.85×5) = 2.79 h = 167.4 min = 0.597%/min ~ 0.6%/min

เป็นอัตราการชาร์จแบบคงที่ ขึ้นกับความจุของ Battery ยิ่ง % batt สูง อัตราการชาร์จยิ่งช้าลง (ตาม S-curve)

หมายความว่า ยิ่งเข้าใกล้ 80% อัตราการชาร์จต้องน้อยกว่า 0.6%/min

จาก graph ชาร์จจาก 70%–>80% = 10%/38 min = 0.26%/min (ที่ Charging speed = 5W)

แสดงสถานะ MagSafe Battery Pack ก่อน Up firmware อยู่ที่ version 2.5.b.0

ทำการ Up firmware ผ่าน USB-A ของ Macbook Air

ไม่มีสถานะการ Update ใดๆ แสดงเลยครับ ต้องกะเวลาอย่างเดียว ใช้เวลา ~ 5 min

การตรวจสอบทำได้โดยนำมาชาร์จ iPhone เท่านั้น จะเห็นว่า firmware version เปลี่ยนเป็น 2.7.b.0

มาดู graph ในการชาร์จเทียบกับก่อนหน้า

Charging speed = 7W

จาก graph 70–> 84% ในเวลา 24 min = 14/24 = 0.583%/min ~ 0.58%/min

มากกว่าก่อน Up firmware = 0.58/0.26 = 2.23 เท่า (สอดคล้องกับตัวเลข Output 7/5 = 1.4 เท่า)

สรุป คือ หลัง Up firmware Charging speed เร็วขึ้นจากการใช้จริง เพิ่มจากเดิม ~ 2 เท่า ในช่วงความจุ 70%+

ถ้าความจุแบตเริ่มต้นเปลี่ยนไป speed ของ MagSafe battery จะแปรผันในช่วง 0.2-0.6%/min

นั่นคือ

ในครึ่งชั่วโมงจะชาร์จได้ความจุเพิ่มขึ้น 6%- 18% ขึ้นกับความจุเริ่มต้นของ iPhone ครับ

Ref:

1. https://www.macrumors.com/guide/magsafe-battery-pack/

2. https://sourcemagnets.com/wireless-charging-magnet/

3. https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81

4. https://en.m.wikipedia.org/wiki/Rare-earth_element

5. https://www.macrumors.com/guide/magsafe-battery-pack/

6. https://en.m.wikipedia.org/wiki/IPhone_13_Pro