วิธี set Apple watch ให้คุณพ่อโดยใช้ Family Set Up

วิธี set Apple watch ให้คุณพ่อโดยใช้ Family Set Up

เดิมๆ การใช้ Apple Watch ต้องผูกพันกับ iPhone เท่านั้น (iPad หรือ Mac ก็ไม่ได้นะ)

ยิ่งใช้ Android นี่ หมดสิทธิ์เลย และเนื่องจากผู้ใหญ่ในบ้านของหลายๆ ท่าน ไม่ชินกับการใช้ iPhone แต่สะดวกกับ Android มากกว่า เพราะเป็น OS ที่มีความยืดหยุ่นสูง มีระบบ file ใกล้เคียง Windows (ไม่เป็น sandbox เหมือน iOS) ทำให้แม้ Apple Watch จะมี Health function ที่มีประโยชน์หลายสิ่ง แต่ไม่สามารถใช้กันได้ (การวัด EKG, การเตือนการหกล้ม, การส่ง SOS)

จนมาถึง iOS 14 ที่ Apple ยอมให้เราสามารถ setting ให้ Apple Watch ผูกพันกับเครื่อง iPhone ของเรา แล้วทำ Family set up ให้คุณพ่อ คุณแม่ ภรรยา ลูกๆ ที่ไม่ได้ใช้ iPhone ได้

บทความนี้จะอธิบายการทำ Family set up ของ Apple Watch ให้ดูเป็นแนวทางครับ

รูปที่เห็นคือ เครื่อง Huawei P30 pro ของคุณพ่อ ใช้งานกับ Apple Watch

Requirement ที่เราต้องมี

1. Apple Watch แบบ Cellular ครับ (แบบ GPS only ไม่สามารถทำ Family set up ได้)

โดย Apple Watch เครื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องเปิดค่าบริการรายเดือนกับ Operator ครับ แค่ใช้คุณสมบัติความเป็น Cellular เท่านั้น

2.สำหรับเครื่อง iPhone ต้องเป็น iPhone 6s ขึ้นไปเท่านั้น

ในรูปเครื่องผมคือ 6s Plus (อายุการใช้งานถึงปัจจุบัน 7 ปี)

3.iOS ของเครื่อง ต้องอยู่ที่ iOS 14 ขึ้นไป

เครื่องผมตอนนี้อยู่ที่ iOS 15.4 ครับ

4. Apple ID ของเจ้าของ iPhone ต้องเปิด 2 factor Authen

5. ฝั่ง Apple Watch ต้องเป็น Gen 4th ขึ้นไป และอยู่ที่ Watch OS 7 ครับ

เริ่ม Unbox

ภายใน Package จะมี 2 กล่อง คือ ตัวเรือน กับ สาย

(ในกรณีที่ Watch damage แล้วไป claim จะได้เฉพาะตัวเรือน ไม่มีสายมาให้)

ให้ดู Package ของ Apple product แบบใหม่ จะไม่มี Plastic seal แล้วครับ แต่ใช้เป็น Sticker ลอกแทน

ภายในกล่อง ตัวเรือน

สาย Charge ของ Watch ตอนนี้ให้มาเป็น Type-C แล้วครับ เพื่อรองรับ Fast charge

ตัวเรือนใน Package กระดาษสีดำด้าน

ผลิตภัณฑ์ Apple จะไม่ต้องฉีกนะครับ เราสามารถ move ออกจาก Package ได้เลย

ส่วนใหญ่ใช้การปลด แล้ว Slide ออก

Watch ด้านหลัง แสดง Green LED light ทำหน้าที่ HR sensor

หลักการคือ มันจะวัดเซลเม็ดเลือดแดงครับ (เราเห็นเม็ดเลือดเป็นสีแดง เพราะมันสะท้อนแสงสีแดงเข้าตาเรา แต่ดูดแสงสีเขียวได้ดีสุด) ไฟมันกระพริบถี่มาก จนเราเห็นว่า มันติดอยู่ตลอด เวลาเม็ดเลือดแดงวิ่งผ่านมันจะวัดการดูดแสงสีเขียวครับ โดยมีตัววัด แล้วอ่านค่า (photoplethysmography)

ปุ่ม Crown ทางด้านข้างมี red circle แสดงถึง Cellular type

เอาออกมาเตรียม Set up

Apple Watch จะมีเพียง 2 ปุ่ม ครับ การใช้งานสามารถกดลงไปได้ทั้งหมด

ส่วนปุ่ม Crown นอกจากกดได้ ยังหมุนไปมาได้ทั้ง 2 ทิศทาง ขึ้นและลง แล้วแต่ menu การใช้งาน

แสดงการเปิดเครื่อง กดค้างไว้จน logo Apple ปรากฏขึ้นมา แล้วจึงปล่อย

เจอหน้าจอเตือน Low batt ไม่ต้องตกใจ เพราะระหว่างการ Set ครั้งแรก ควรต้องวางบนแท่น charge ไว้ตลอดครับ เผื่อต้องมีการ Update Firmware ของ Watch ก็ต้องใช้แท่นชาร์จอยู่ดี

วางแท่นชาร์จ

Set ภาษาเป็นด่านแรก

ผม set Thai

เลือก Region

เข้าสู่การ Pair

เปิด App Watch บน iPhone

ต้องเปิดทั้ง WiFi และ Bluetooth เพราะใช้ Bluetooth กับการจับคู่ Watch และใช้ Internet จาก WiFi ไปพร้อมกัน

เลือก Set Up for a Family Member

Step ในการทำ ไม่มีอะไรครับ อ่านทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ มันไม่ถึงกับ Next Next Next … แบบเราติดตั้งโปรแกรมใน Windows แต่มีบางขั้นตอนที่ต้องตัดสินใจ

ค่อยๆ ผ่านไป ทีละ Step

Continue

การ Pairing เหมือนปกติ เวลา Pair Watch ของเรา

คือ เอา iPhone ไปส่องที่หน้าปัด Apple Watch

Paired แล้ว

Set up ต่อๆไป บางขั้นตอนเราสามารถไปตั้งค่าทีหลังบน Watch ได้ครับ

สว ตาไม่ค่อยดี ถึงหน้าปัด 45 มม. ก็ควรเลือก font ที่อ่านง่ายไว้ก่อน

ตั้ง Passcode ให้เลือกค่าเดียวกับ รหัสปลด lock โทรศัพท์คุณพ่อ

เข้าสู่ mode Family sharing

คุณพ่อใช้ iPad mini อยู่ ผม share พื้นที่ iCloud, App store, Music และ TV อยู่แล้ว

เมื่ออยู่ใน Family จึงใช้ Set Up Watch ได้เลย (ถ้ายังไม่อยู่ใน Family เราต้องสร้าง Apple ID และทำ Family sharing ให้ท่านก่อน)

ต้องรู้ Password Apple ID ของคุณพ่อด้วย

กรอก Password คุณพ่อ

เครื่องกำลัง Sign in

สังเกตตอนนี้ Watch พักหน้าจอไปแล้ว

ขั้นตอนนี้ Apple ต้องการให้เรากรอก Passsword จาก iDevice ที่คุณพ่อใช้อยู่ในปัจจุบันครับ

เนื่องจาก Watch ต้องใช้ Apple ID ที่ผูกพันกับเจ้าของจริงๆ (ไม่ใช่คนตั้งค่า)

Apple ID ที่อยู่บน iDevice ทุกชิ้น ที่เป็น ID เดียวกัน จะผูกพันกันทั้งหมดในระบบนิเวศของ Apple

ขั้นตอนการเพิ่ม Apple Watch เครื่องนี้ เข้าไปใน Apple ID ของคุณพ่อ

ใช้ iCloud Backup ด้วย

Cellular Setup ให้ผ่านไปเลย

ต่อไปเป็น Set WiFi ที่ใช้ประจำให้ Watch ครับ

iDevice จะมีการกำหนดการจับ WiFi แบบ auto โดยยึดความบ่อยในการใช้แล้วตั้งเป็น Score

ถ้า WiFi ตัวไหน ใช้บ่อยสุด จะได้ Score สูงสุด แล้ว iDevice นั้น จะเลือกใช้ WiFi นั้นเป็นลำดับแรกสุด เช่น WiFi router ชนิด Dual band ที่ใช้คลื่น 2.4 GHz และ 5 GHz

ความถี่ 2.4 จะไปได้ไกลกว่า ถึงชั้น 2 แต่ความถี่ 5 GHz จะไปได้สั้นกว่า แรงกว่า รับได้ดีที่บริเวณใกล้ router ที่ตั้งอยู่ชั้น 1

(อธิบาย คือ โดยปกติ iDevice จะมี built-in preprogrammed hierarchy ในการตัดสินใจเลือก WiFi โดยการประเมินค่า SSIDs แล้วเลือกตามลำดับ 1–>4 ตามรูป และ iOS จะให้ score WiFi ที่เราเลือกบ่อยๆ สูงขึ้น และลด score WiFi ที่เราไม่ใช้ให้น้อยลง

ยกตัวอย่างเช่น บ้านที่มี 2 ชั้น แล้วเราใช้เวลาอยู่ที่ชั้น 1 > ชั้น 2 ครับ ทำให้ score ของชั้น 1 สูงกว่า เครื่องจึงเลือก WiFi ชั้น 1 แทนที่จะเลือกชั้น 2 ซึ่งเป็นห้องนอนของเรา)

Permission ขอ Location service

ให้ Siri ช่วยมั๊ย?

Analytics นี่ ส่วนใหญ่คนจะไม่ให้กันครับ แต่ความเห็นของผม คิดว่า ควรให้ครับ

(ตั้งแต่ iOS 10.3 เป็นต้นมา Apple ใช้ระบบติดตั้ง files รูปแบบใหม่ เพื่อลดเวลาการติดตั้ง firmware ตัวใหม่ลงในเครื่อง และ safety

files ติดตั้งรูปแบบใหม่ชื่อ Apple file system (APFS)

เราสามารถดู APFS การติดตั้ง iOS version ล่าสุดที่อยู่ใน iPhone ได้ จาก Settings –> Privacy –> Analytics&Improvements –> Analytics Data –> หา file ชื่อ apfs_iosd.cpu จะตามด้วยวันที่ครับ)

ตั้งค่า iMessage

ตรงนี้คือ หัวใจเลย ทำให้ iPhone ของเราเข้าไปดูข้อมูล Health ใน Watch ของคุณพ่อได้

Share

Set up Emergency

function ตรวจการหกล้ม คือ ตรงนี้

สร้าง Contact เมื่อเกิด Emergency ให้คุณพ่อ

กรอกข้อมูล Med ID ของคุณพ่อ

Medical Hx

นี่ผมลืม Set หน่วย ให้เป็น metric เลยเจอ imperial system

Share

ตรงนี้เป็นการ Set Activity การ Exercise ครับ

ส่วนใหญ่ใช้ตามค่า Default ของ Apple

แต่เราปรับได้

ให้เลือกตั้งแบบ List view

OK

หน้าปัดมาแล้ว

เราสามารถตั้งหน้าปัด เหมือน Watch ปกติ

แสดงหน้าจอแผงควบคุม Watch ของคุณพ่อบน iPhone ของเรา

หน้านี้จะรวบรวม Watch ใน Family ของเราทั้งหมด จะเจอหน้านี้เมื่อเปิด App Watch บน iPhone

ลองกดดูที่ “i”

ควรตรวจดู Software Update ให้เรียบร้อยก่อนส่งให้ท่านใช้งาน เพราะ การ Update ต้องทำผ่าน iPhone และใช้เวลาทำนาน

Watch เริ่ม Update รออย่างเดียว ไปทำอย่างอื่นก่อนได้ เพราะนานมาก

OK Complete

จากนั้น เราควรปรับแต่งการตั้งค่าบน Watch ให้เรียบร้อย เช่น การปิด Background App Refresh, การตั้งค่าต่างๆ บนหน้าปัด เพราะเราจะคุ้นเคยกับ Apple menu มากกว่า คนที่ใช้ Android

จากนั้น Brief การใช้งานแบบสั้นๆ ให้พอใช้งานได้ เช่น การปิด-เปิด Watch, การใช้ปุ่ม Crown และปุ่มปิดเปิด etc. หลังจากนั้นให้ลองใช้งานจริง เพื่อเจอปัญหาแล้วได้ซักถามอีกครั้ง

Ref:

1. https://support.apple.com/en-us/HT211768

2. https://support.apple.com/en-us/HT202831

iOS problem : Copy/Paste Plain text

iOS problem : Copy/Paste Plain text

ปัญหาการ Copy ข้อความใน Excel ของ iOS กลายเป็นรูปภาพ แทนที่จะเป็น Text

แสดงปัญหาการพยายาม Copy จาก Excel ใน iPhone เพื่อส่งต่อใน app Line

แสดงวิธีแก้ปัญหาโดยใช้ app Shortcut ของ Apple

แสดง app Shortcut

เปิด app

แตะที่เครื่องหมาย + หรือ icon “New Shortcut”

ลูกศรแสดงเป้าหมายที่เราจะสร้าง

ตั้งชื่อ Shortcut ที่จะสร้าง

พิมพ์ชื่อที่ต้องการ

เลือก icon ของ Shortcut ที่ต้องการ จะใช้รูปอะไรก็ได้ที่สื่อความหมายให้เข้าใจ

แสดงรูป icon และสี ที่มีให้เลือก

ได้ icon ที่ต้องการ

แตะเลือก action

ในที่นี้เราต้องการ สั่งให้เรียก Clipboard –> paste ข้อความลงใน Clipboard –> Copy ข้อความที่วางไว้เพื่อนำไปใช้ต่อ

จึงมีทั้งหมด 3 action

action แรกที่เลือก ให้แตะ + Add Action

ค้นหา action เรียก Clipboard ด้วยคำว่า “get clipboard”

เมื่อค้นเจอให้แตะเลือก icon กรรไกร Get Clipboard

เมื่อแตะเลือก action ที่ 1 จะเข้าไปอยู่ใน Shortcut คำสั่ง Copy Plain Text

ใช้ Search เพื่อหา action ที่ 2

พิมพ์ “get text from input”

จากนั้นแตะเลือก Get Text from Input

action ที่ 2 จะเข้าไปอยู่ใน Shortcut

ตอนนี้คำสั่งจะเป็น get text ที่เราวางไว้บน Clipboard

ใช้ Search ด้านล่างต่อสำหรับการเพิ่ม action สุดท้าย

พิมพ์ copy to clipboard

แตะเลือก Copy to Clipboard

ตอนนี้เราได้ action ทั้งหมดครบแล้ว

เมื่อกลับไปหน้าแรกสุดของ app Shortcut เราจะพบ Shortcut ใหม่ที่เราสร้างขึ้น เพิ่มขึ้นมาเรียบร้อย

ให้แตะที่จุด 3 จุด ภายใน icon

แล้วเลือกการปรับแต่ง Shortcut เพื่อนำไปใช้ได้สะดวกขึ้น

เลือกแตะที่ตำแหน่งลูกศร

แตะ Turn on ให้ show ใน Share Sheet หรือ ให้เพิ่ม icon นี้บน Home screen ก็ได้

แตะ Add to Home Screen

เป็นการตั้งชื่อที่ต้องการให้ปรากฏใต้ icon ในหน้า Home

ผมตัดช่องไฟออกให้ชื่อเข้ามาติดกัน

ทีนี้จะลากไปวางตำแหน่งไหนก็แล้วแต่ถนัดครับ

แสดงการใช้งาน Shortcut “Copy Plain Text” ครับ

Herd immunity for Dentist

ครั้งแรกที่ได้ยินคำว่า Herd immunty คือ ข่าวจากหัวหน้าที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลอังกฤษ ที่พูดถึงแนวคิดที่จะให้คนอังกฤษใช้ชีวิตกันตามปกติ จนเกิดการติดเชื้อเป็นจำนวนมาก แล้วเกิดภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ จนทำให้เกิดภูมิคุ้มกันของคนทั้งประเทศ (เป็นช่วงต้นปี พ.ศ. 2563 ตอนนั้น vaccine COVID-19 ยังเป็นวุ้น)

(Pictogram Dentist)

ยอมรับว่า งง เพราะแม้จะลืมไปหลายสิ่งที่ท่านอาจารย์เคยสอน แต่มั่นใจว่า ไม่เคยได้ยินคำว่า herd immunity จากวิชา immuno แน่นอน เลยคิดไปว่า มันน่าจะเป็นศัพท์ใหม่ ที่เกิดขึ้นหลังจากผมเรียนจบมานานแล้ว จึงไม่กระดิกหูเลย

Sir Patrick John Thompson Vallance FRS FMedSci FRCP

ตำแหน่ง Chief Scientific Adviser ของ UK Government (ค.ศ.2018-ปัจจุบัน)

ผู้แนะนำให้ใช้ herd immunity ต่อรัฐบาลอังกฤษ

จนได้มาเจอบทความนึงที่อธิบายเรื่องแนวคิดของการเกิด herd immunity ครับ

ความสำคัญคือ ถ้าเรามีความเข้าใจพื้นฐาน จะเข้าใจความสำคัญของประสิทธิภาพ vaccine ในการป้องกันการติดเชื้อได้ดีขึ้น และยอมรับว่า ทำไมเราจึงต้องการ vaccine ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก มี VE (Vaccine Efficacy)ในระดับ 80-100%

และสาเหตุที่ผม recall herd immunity จากวิชา immuno ไม่ได้ ก็เพราะมันไม่ใช่เรื่องของวิชา immuno แต่ herd immunity มาจากแนวคิดในวิชาระบาดวิทยา (epidemiology) ต่างหาก

ความหมายทั่วไปของ herd

“herd”จาก OALD

ก่อนจะทำความรู้จักกับ herd immunity ต้องเข้าใจสิ่งที่ผูกพันกับมันอย่างลึกซึ้ง นั่นคือ

ค่า Basic reproduction number แทนด้วย R0 ( อ่านว่า R nought: อาร์ นอท)

เมื่อพูดถึง โรคติดเชื้อ เช่น COVID-19 ค่า R0 หมายถึง ค่าเฉลี่ยของประชากรที่ถูกทำให้ติดเชื้อจากการแพร่กระจายโดย Pt ที่เป็นโรค 1 คน (เงื่อนไขสำคัญของ R0 ถือว่า ประชากรทุกคนมีโอกาสติดเชื้อได้เท่ากันหมด)

สำหรับ COVID-19 สายพันธุ์เดิม ค่า R0 = 2-2.5

โรคไข้หวัดตามฤดูกาล R0 = 0.9-2.1

measles ค่า R0 = 12-18

จะเห็นว่า โรคติดเชื้อที่มีค่า R0 สูง ยิ่งทำให้ติดเชื้อได้เร็วและแพร่กระจายได้ง่ายมาก

สมมติในสถานการณ์ที่โรคชนิดหนึ่ง มี R0 = 2

เราจะได้ในวงรอบที่ 1 Pt คนแรก จะทำให้เกิด ผู้ติดเชื้อใหม่ 2 คน

ในรอบที่ 2 จาก Pt 2 คน ทำให้เกิด ผู้ติดเชื้อใหม่ 4 คน

รอบที่ 3 Pt 4 คน ทำให้เกิด new case 8 คน

รอบที่ 4 Pt 8 คน เกิด new case 16 คน

คือ การติดเชื้อรอบที่ n จะทำให้เกิดผู้ติดเชื้อใหม่ = 2^n คน

plot เป็นกราฟได้ดังนี้

จากกราฟ จะเห็นว่า มันคือกราฟ Exponential

ถ้า R0=2 และวงรอบการติดเชื้อเกิดในทุก 1 wk

ประชากรทั้งโลก (ประมาณ 7800 ล้านคน) จะติดโรคนี้ทั้งหมดหลัง wk ที่ 32

แต่ในอีกสถานการณ์ถ้าเราเปลี่ยน R0 ของโรคนี้จาก = 2 ให้มาเป็น = 0.5

นั่นคือ Pt ที่ติดเชื้อ 1 คน จะแพร่กระจายเชื้อไปให้ 1/2 คน หรือ พูดอีกอย่างว่า

Pt 10 คน จะทำให้เกิดผู้ติดเชื้อใหม่ 5 คน หรือ Pt 100 คน จะแพร่กระจายเชื้อไปให้คนได้ 50 คน

plot กราฟเหมือนกราฟรูปที่ 1 อีกครั้ง (แกนตั้งแทน จำนวนประชากร, แกนนอนแทน เวลา)

เมื่อ R0 = 0.5

ในวงรอบแรก Pt คนที่ 1 จะแพร่กระจายเชื้อไปให้ 0.5 คน

รอบที่ 2 Pt 0.5 คน จะแพร่เชื้อไปให้ 0.25 คน (0.5×0.5)

รอบที่ 3 Pt 0.25 คน จะแพร่เชื้อไปให้ 0.125 คน (0.5×0.25)

ได้กราฟ การติดเชื้อรอบที่ n จะทำให้เกิดผู้ติดเชื้อใหม่ = 0.5^n

ยิ่งเวลาผ่านไป การสิ้นสุดของการแพร่เชื้อยิ่งมาถึง คือ จำนวนผู้ติดเชื้อเคสใหม่กลายเป็น 0 ในที่สุด

และถ้าค่า R0 ของโรค = 1 จะได้กราฟเส้นตรงที่มี slope คงที่ นั่นคือ โรคนี้จะกลายร่างจาก epidemic เป็น endemic (คือจากโรคระบาด กลายเป็นโรคประจำถิ่น)

จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นว่า ค่า R0 ทำให้การระบาดของโรค แตกต่างกันออกไปตามค่าของมัน

คำถามคือ แล้วถ้าเราเจอโรคระบาดที่มีค่า R0 = 2 ทำไมโรคนั้นจึงไม่ระบาดไปทั่วทั้งโลกในชีวิตจริง?

เหตุผล ก็คือ Pt ที่ติดเชื้ออาจอยู่ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของโลก โดยไม่ได้เดินทางหรือเคลื่อนย้ายไปที่อื่นๆ ในระยะเวลาที่นานพอที่จะหายจากโรคที่เป็น แล้วเกิดภูมิต้านทานขึ้น หรือ ประชากรในชุมชนนั้นเกิดภูมิต้านทานโรคนี้อยู่ก่อนแล้วตามธรรมขาติ (ผิดเงื่อนไขแรกของ R0 ที่เป็นค่าเฉลี่ยที่ประชากรทุกคนมีโอกาสติดเชื้อได้เท่ากัน แต่ในชีวิตจริง มีบางคนที่มีภูมิต้านทานอยู่แล้ว จึงทำให้โอกาสติดเชื้อลดลง)

นั่นคือ สำหรับชีวิตจริง จะมีค่า Effective reproduction number แทนด้วย R

Effective reproduction number (R) = ค่าเฉลี่ยของคนที่ถูกทำให้ติดเชื้อจากการแพร่เชื้อของ Pt 1 คน ในกลุ่มประชากรที่บางคนมีภูมิต้านทาน (จากธรรมชาติหรือจากการฉีด vaccine)

ถ้าเราเขียนความสัมพันธ์ระหว่าง R และ R0 จะได้

R = sR0

เมื่อ s = ค่าสัมประสิทธิ์ของคนที่ได้รับเชื้อแล้วจะติดเชื้อ (คือสัดส่วนของคนที่ไม่มีภูมิต้านทานในกลุ่มประชากร)

ตัวอย่างเช่น ถ้าครึ่งหนึ่งของประชากร สามารถติดเชื้อได้เมื่อรับเชื้อ –> s=0.5

จะได้ ค่า R = 0.5 R0

ถ้าโรคมี R0 = 2 –> R = 0.5 x 2 = 1

และถ้าโรคมี R0<2 เช่น = 1 –> R = 0.5 x 1 = 0.5

จะเห็นว่า ถ้า s = 0.5 และ R0 น้อยกว่าหรือเท่ากับ 2 จะทำให้ค่า R น้อยกว่าหรือเท่ากับ 1

เมื่อ R < หรือ = 1

จะเข้าเงื่อนไขที่ทำให้โรคนี้ไม่เป็น โรคระบาด

เป้าหมายของเราจึงเป็นการทำยังไงก็ได้ เพื่อให้ตัวคูณ (s) ของ R0 น้อยกว่า 1 เพื่อทำให้ R น้อยกว่า 1

ตัว s ที่จะน้อยกว่า 1 ได้จึงมาจากการทำ Social distancing หรือ การให้ vaccine แก่ประชากรที่เสี่ยงตอการติดเชื้อนั่นเอง

จาก R = sR0

เรารู้ว่า โรคที่จะกลายเป็นโรคระบาดได้ ค่า R0 ของมันต้อง > 1 และถ้าเราจะกดการระบาดของมันได้ เราต้องทำให้ R < 1

นั่นคือ จะได้

sR0 < 1

จัดรูปอสมการใหม่

s < 1/R0

จากเงื่อนไขของ s เราให้ s แทนสัดส่วนของประชากรที่ติดเชื้อเมื่อได้รับเชื้อ (คือ ประชากรกลุ่มที่ไม่มีภูมิต้านทาน)

ดังนั้น สัดส่วนประชากรที่มีภูมิต้านทานโรคอยู่แล้ว จะ = สัดส่วนประชากรทั้งหมด – สัดส่วนประชากรที่ไม่มีภูมิ

(สัดส่วนประชากรทั้งหมด = 100% = 100/100 =1)

สัดส่วนประชากรที่มีภูมิต้านทานจึง = 1 – s

เมื่อ

s < 1/R0

ดังนั้น

1 – s > 1 – (1/R0)

[มาจากการพิสูจน์ ถ้า b < a แล้ว (1 – b) > (1 – a) ]

รูปแสดงการพิสูจน์

เราได้

1 – s > 1 – ( 1/R0)

แปลความหมายของอสมการคือ

ประชากรกลุ่ม (1 – s) = ประชากรกลุ่มที่มีภูมิต้านทาน = ประชากรที่มี herd immunity นั่นเอง

ยกตัวอย่าง โรคติดเชื้อโรคหนึ่ง มีค่า R0 = 2.5

เราจะทำให้ประชากรมีภูมิคุ้มกันกลุ่ม มากพอที่จะทำให้ประชากรทั้งหมดได้ภูมิไปด้วย

คือ ต้องมีประชากรที่มีภูมิคุ้มกัน = 1 – (1/R0) = 1 – (1/2.5) = 0.6 = 60%

แปลเป็นไทยให้เข้ากับสถานการณ์จริง หมายความว่า ถ้าโรคมีค่า R0 = 2.5 เราต้องฉีด vaccine ให้ได้ 60% ของประชากรทั้งประเทศ จึงจะเกิด herd immunity ได้นั่นเอง (ไม่จำเป็นต้องฉีด 100% เพราะด้วยอานุภาพของ vaccine ทำให้เราฉีดแค่ 60% จะทำให้คนที่เหลืออีก 40% ได้ภูมิคุ้มกันป้องกันไปด้วย –> ตรงนี้ต้องละไว้ในฐานที่เข้าไจว่า vaccine ที่ใช้ต้องมี VE = 100%)

แล้วสมมติว่า เราไม่มี vaccine ล่ะ

herd immunity ก็จะเกิดได้จาก การปล่อยให้ประชากรในประเทศติดเชื้อไปเรื่อยๆ จนถึง 60% ก็จะได้ภูมิต้านทานจนถึง herd เช่นกัน แต่แลกมาด้วย เราจะเจอคนที่ติดเชื้อแล้วแสดงอาการป่วย จนถึงติดเชื้อแล้วเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จนกว่าจะถึง herd ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสีย และเกินขีดการรับได้ของระบบสาธารณสุขของประเทศ

จึงเป็นไปไม่ได้ ที่จะทำให้เกิด immunity จากการติดเชื้อเพียงทางเดียว โดยไม่ต้องใช้เครื่องมืออื่นๆ เช่น social distancing, lock down, vaccine

ในเวลาที่ยังไม่มี vaccine เราจึงทำได้ด้วยการเว้นระยะห่าง เช่น social distancing และการ lock down เพื่อลดการติดเชื้อ และประคับประคองระบบสาธารณสุข (แต่ในอีกทางนึง การ lock down ก็ทำให้การติดเชื้อลดลง เมื่อการติดเชื้อในกลุ่มประชากรลดลง การได้ภูมิคุ้มกันกลุ่ม ก็จะลดตามลงไปด้วย)

ทั้งที่เราต้องการให้ประชากรในประเทศเกิด herd immunity แต่การ lock down ก็เป็นตัวขัดขวางการเกิด herd ไปด้วยเช่นกัน

ทางเลือกที่ทำได้คือ

1.lock down ไปยาวๆ จนกว่า vaccine ที่ดีจะมา แต่ก็เกิดความเสียหายต่อ economic

2. ทำการ lock down เป็นช่วงเวลา เพื่อให้ economic ยังไปได้ และจำนวนผู้ป่วยไม่มากเกินกว่าระบบสาธารณสุขจะรับไหว

model ของการเกิด herd immunity จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะชี้ให้เห็นถึง ความสำคัญของ vaccine ที่มีประสิทธิภาพดี ในระดับที่ป้องกันการติดเชื้อ ( herd immunity ให้ความสำคัญสำหรับการป้องกันการ admit หรือ ป้องกันการตาย เป็นผลพลอยได้มากกว่า การป้องกันการติดเชื้อ)

herd immunity จาก vaccine ไม่ได้มุ่งเฉพาะ individual ที่ลดความเสียหายจากโรคติดเชื้อในคนหนึ่งคน แต่ใช้สร้างภูมิคุ้มกันให้สำหรับสังคมทั้งในระดับชุมขน ระดับประเทศ และสำหรับโลกไปพร้อมกันด้วย

สรุปของบทความนี้คือ Herd immunity = 1 – (1/R0)

ทีนี้เรามาลองทดสอบความเข้าใจนี้กันหน่อย

จาก fb ของท่านอาจารย์ ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ศิริราช

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2564 (ประมาณ 1 เดือนที่แล้วนับจากวันที่เขียนบทความนี้)

เรามาพิจารณาที่ข้อ 4 ครับ

ยกมาเฉพาะข้อ 4

1. ค่า R0 ของ COVID-19 wild type (aka occurs in Wuhan) = 2.2

ค่า R ของ Delta variant สูงกว่า wild type = 97%

= (97/100) x 2.2 = 2.134

ค่า R ของ Delta variant = 2.2+2.134 = 4.334 ~ 4.3

2. จากค่า R0 ของ Delta variant = 4.3

จะเกิด herd immunity ได้ ประชากรต้องมีภูมิคุ้มกันอย่างน้อย

= 1-(1/R0)

= 1 – (1/4.3)

= 0.767

= 76.7% ~ 77%

3. ถ้า vaccine มีประสิทธิภาพ 90% จะต้องฉีดประชากรกี่ % จึงจะได้ herd immunity?

ให้ประชากรที่ต้องได้รับการฉีด vaccine = a คน

ดังนั้น vaccine ที่ฉีดมีประสิทธิภาพ 90% = ฉีดประชากร 100 คน จะได้ผล 90 คน

ถ้านำมาฉีด a คน จะได้

(90/100) x a = (77/100)

a = (77/99) x 100 = 85.56% ~ 86%

คือต้องฉีดให้ได้จำนวน 86% ของประชากรทั้งหมด เพื่อให้ได้ herd immunity

มา check คำตอบจากท่านอาจารย์กัน

จากข้อ 3 ถ้าเรารู้ประสิทธิภาพของ vaccine (VE) เราสามารถคิด % ของประชากรที่ต้องได้รับ vaccine ได้เลยครับ เพราะทราบค่า R0 ของเชื้อโรคอยู่แล้ว

จำนวนประชากรที่ต้องได้รับ vaccine (%)

= (herd immunity/VE) x 100

ถ้าโจทย์คือ คลินิกที่ผมทำอยู่ มีหมอเพื่อนร่วมงาน 3 คน, ผู้ช่วย 5 คน โดยทุกคนได้รับ Sinovac ครบ 2 dose แล้วเมื่อ 4 wk ที่แล้ว ผมเป็นคนเดียวที่ไม่ได้รับ vaccine ใดๆ เลย

ถามว่า ถ้าไม่คิดรวมคนไข้ คลินิกที่ทำงานอยู่ มี herd immunity ต่อ COVID-19 Delta variant สำหรับผมหรือไม่?

ใช้ VE ของ Sinovac = 51%

จำนวนประชากรที่ต้องได้รับ vaccine ในคลินิก = (77/51) x 100 = 150.98% ~ 151%

คำตอบคือ ผมยังไม่ได้ herd immunity จากคลินิกที่ทำงานครับ เพราะ ประสิทธิภาพของ Sinovac ที่ ป้องกันการติดเชื้อที่ 51% ทำให้เพื่อนร่วมงานทุกคนต้องฉีด วนรอบที่ 2

คือ รอบที่ 1 ฉีดทุกคนทั้ง 8 คน (100%) และทันทีที่ฉีดครบ ต้องสุ่มมาฉีดอีก 5 คน (51% = 4.08 คน) จึงจะได้ herd immunity ทั้งคลินิกครับ

คำอธิบายปรากฏการณ์แปลกประหลาดนี้ คือ ถ้าประสิทธิภาพของ vaccine ที่ฉีดต่ำกว่า ค่า herd immunity ในประชากรนั้น เราจะไม่สามารถทำให้เกิด herd ขึ้นได้เลย แม้จะฉีดครบทุกคน 100%

จึงแสดงให้เห็นความสำคัญของ vaccine ที่มีประสิทธิภาพสูงในระดับที่ชนะ R0 ของ Delta variant ได้ คือ vaccine ที่มี VE ในระดับ minimum 80-90% เท่านั้นครับ (มากกว่าค่าตัวเลข 77% ของ herd จาก Delta variant) จึงจะ practical ในชีวิตจริง

(update วันที่ 30/7/64)

ล่าสุดมีการปรับค่า R0 ของ Delta variant มาที่ 5 – 9.5 (เกือบเท่า Chickenpox เลยครับ)

จะเห็นค่า herd Immunity ทาง column ซ้ายมือของคุณหมอ ก็ขยับจาก 77% มาที่ 80-89%

Ref:

1. https://www.canstockphoto.at/dentist-icon-44141072.html

2. https://www.bbc.com/news/world-asia-china-57322504

3. https://en.wikipedia.org/wiki/Patrick_Wallace

4. https://youtu.be/2XRc389TvG8
5. http://itunes.apple.com/app/dr-wits-library-edition-thai/id313155850?mt=8

6. https://apps.apple.com/us/app/oald-9th-edition/id442911228

7. https://plus.maths.org/content/maths-minute-r0-and-herd-immunity

8.https://apps.apple.com/us/app/wolframalpha/id334989259

9. https://m.facebook.com/manopsi?tsid=0.38330315952333405&source=result

10. https://www.bbc.com/news/world-asia-china-57322504

11. https://en.wikipedia.org/wiki/Basic_reproduction_number