มา UpToDate เทคนิคการใช้ยาระงับอาการปวด regimen ล่าสุดกัน review หนังสือ ยาระงับปวดในทางทันตกรรม

13124714_981650568556322_56156061733082357_n

หนังสือความหนา 100 หน้าพอดีเป๊ะ ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 2558 ด้วยจำนวนเล่มของการตีพิมพ์เท่ากับความหนาของหนังสือ (จำนวน 100 เล่ม) แต่งโดยท่านอาจารย์จากภาควิชา Pharmacology คณะทันตแพทยศาสตร์ มศว

13124980_981656535222392_3872514817475939266_n

การจัดแบ่งโครงสร้างหนังสือออกเป็น 4 บท มีเนื้อหาของบทที่ 1 เป็นเรื่อง Neuroanatomy ของ Pain pathways ตามด้วย Physiology ของ Synap และ neurotransmitters ส่วนบทที่ 2 และ 3 คือเรื่อง Pharmaco และบทสุดท้าย บทที่ 4 เรื่องการ Apply ไปใช้ใน clinic

ก่อนจะอ่านหนังสือเล่มนี้ ต้องเข้าใจว่า ท่านอาจารย์ผู้แต่งต้องการให้หนังสือเป็นคู่มือการเรียนสำหรับน้องๆ เด็ก Undergrad ครับ ดังนั้นเนื้อหาที่มีเยอะสุดหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกี่ยวพันกับความรู้ในระดับ Preclinic ทั้ง Neuro,Physio,Pharmaco,Immuno เราจะเจอกับคำที่เคยคุ้นเคยอย่างเช่น trigeminothalamic tract, subnucleus caudalis หรือคำที่ไม่คุ้นเคย พวก receptors อย่าง voltage-gated sodium channels (VGSCs) etc.

อาจทำให้รู้สึกลำบากและครั่นเนื้อครั่นตัวเวลาอ่าน แต่ในความเห็นของผม หนังสือเล่มนี้มีจุดเด่นที่ใช้ technical terms เป็นภาษาอังกฤษทับภาษาไทยไปเลยครับ ทำให้มีจุดเด่นที่อ่านได้ค่อนข้างลื่นไหล ไม่เจอคำประหลาดๆ อย่างเช่น ไกลกลาง,ใกล้กลาง,ฟันเทียม (อะไรแนวๆนั้น) อ่านรอบแรกแน่นอนจะไม่คุ้นเคยกับ Neurotransmitters หรือชื่อของ receptors ที่แปลกๆ แต่พออ่านรอบต่อมาจะรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ ครับ

วิธีอ่านหนังสือเล่มนี้สำหรับผมในฐานที่ทำงานเป็นทันตแพทย์ GP ขอแนะนำให้อ่าน บทที่ 4 ใช่แล้วครับอ่านบทสุดท้ายเป็นบทแรก แล้วจึงอ่าน Pharmaco ในบทที่ 2 และ 3 เป็นบทต่อมาครับ และปิดท้ายด้วยบทที่ 1 ต่อมาถ้าจะอ่านเป็นรอบที่ 2 จึงอ่านเรียงตามปกติเป็น 1,2,3,4

ถ้าอ่านบทที่ 1 เรื่อง ประสาทสรีรวิทยาของความเจ็บปวดบริเวณช่องปากและใบหน้า เป็นบทแรกสุด สำหรับทันตแพทย์ที่ห่างจากความรู้ระดับ Preclinic มานาน ถือว่าค่อนข้าง Toxic มาก จนอาจหมดกำลังใจในการอ่านบทต่อๆไปเลยล่ะครับ

เนื่องจากผมไม่ได้ขออนุญาติท่านอาจารย์ผู้แต่งในการ review หนังสือ จึงขอหลีกเลี่ยงการถ่ายรูปเนื้อหาภายในหนังสือนะครับ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสงวนลิขสิทธิ์ การ review ผมจะใช้การสรุปเนื้อหาที่น่าสนใจ เรียงตามบทที่ 1-4 แทน โดยไม่มีรูปประกอบของหนังสือใดๆ ทั้งสิ้น

อย่างที่เกริ่นไว้ แม้เนื้อหาที่ยากที่สุดในการทำความเข้าใจในบทที่ 1 เรื่อง ประสาทสรีรวิทยาของความเจ็บปวดบริเวณช่องปากและใบหน้า แต่ ในความเห็นของผม บทนี้กลับเป็บบทที่น่าสนใจที่สุดของหนังสือครับ

เพราะนอกจากท่านอาจารย์จะได้ทบทวน neuroanatomy ใน tract ต่างๆ ตั้งแต่ การรับความรู้สึกใน Peripheral (hydrodynamic theory) ไล่ไปจนถึง Central (Thalamus และ Cortex) ความสำคัญของบทนี้คือการโยงความรู้เข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนไข้ที่พวกเราเจอใน clinic ทั้งเรื่อง การเกิด referred pain จากการรับความรู้สึกของเส้นประสาทส่วนปลายสุด ที่เกิดการเบนเข้า (convergence) ของ 1st order neuron มาสู่ 2nd order neuron การเบนเข้าทำให้เกิดขบวนการ processing ข้อมูลใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การปรับลดหรือเพิ่ม ความรู้สึก pain ในคนไข้ ผลที่เห็นคือ ไม่สามารถ localize ตำแหน่งที่ปวดจริงได้ ตรงนี้อธิบายละเอียดและ clear ในการทำความเข้าใจมากครับ

หลายๆ ส่วนเป็นความรู้ที่ Update ไปมากกว่าสมัยที่ผมเรียน Physio ในปี 2534 เช่น เรื่องระบบ Cannabinoid ซึ่งเป็นระบบ receptor ที่ inhibit pulse ใน C-fiber ใช้อธิบายว่าเป็นอีกหนึ่งกลไกล (Pharmacokinetics ของยา Paracetamol) ที่ระงับอาการปวดได้

มีคำอธิบายเรื่องทำไมการฉีดยาขาจึงมีประสิทธิภาพในการทำให้ชาได้ลดลงในคนไข้ที่กำลัง hot tooth condition จากสารที่ร่างกายถูกกระตุ้นให้หลั่งออกมาจากการบาดเจ็บหรือมีขบวนการอักเสบ แล้วทำให้ threshold ของตัวรับความรู้สึกปวดมีระดับต่ำลง จึงไวต่อการกระตุ้นมากขึ้นและพร้อมกันนั้น ต้านทานต่อ lidocaine เพิ่มขึ้น

ภาวะที่ส่งผลให้ threshold ของ pain receptors ต่ำลงและทำให้เกิดความรู้สึกปวดแม้ได้รับตัวกระตุ้นในระดับปกติ เรียกภาวะนี้ว่า Allodynia (ที่น่าสนใจคือ ในหนังสือจัดให้อาการที่คนไข้มาพบเราด้วย อาการเสียวฟัน (Hypersensitivity) คือ อาการปวดในระยะแรกได้แบบหนึ่งเหมือนกัน) ดังนั้นเวลาที่เราพยายามให้คนไข้แยกความรู้สึกว่า จริงๆ เสียวหรือปวด? จึงไม่ค่อย work ครับ เพราะการแปลผลของ pain ในระยะเริ่มต้นมันแสดงออกว่าเป็น เสียวฟัน ได้เหมือนกัน (จึงต้องดูองค์ประกอบอื่นด้วย)

บทที่ 2 และ 3 เป็นเรื่อง Pharmaco ล้วนๆ ครับ โดยแยกบทที่ 2 เป็น NSAIDs และ Paracetamol ส่วนบทที่ 3 เป็นยากลุ่ม Narcotic

เรื่อง NSAIDs ท่านอาจารย์แยกระหว่าง NSAIDs แบบดั้งเดิม เช่น Ibuprofen etc. เป็น tNSAIDs (traditional NSAIDs) และ NSAIDs กลุ่มใหม่ที่มีการออกฤทธิ์แบบเฉพาะเจาะจงกับเอนไซม์ COX-2 รายละเอียดเยอะเหลือเฟือต่อการเลือกนำไปใช้งานครับ ตอนท้ายบทมีตารางสรุปแจกแจงรายละเอียดการใช้งานไว้ดีมาก เช่น ในหญิง Preg ควรเลือกใช้ Paracetamol โดยเฉพาะในช่วงเดือนที่ 6-9 ของการตั้งครรภ์ (NSAIDs ปลอดภัยในเดือนที่ 1-6), ในคนไข้โรคตับ แนะนำให้ใช้ Ibuprofen, คนไข้หอบหืด ให้เลี่ยงไปเลย NSAIDs นอกจากนี้พูดถึง Aspirin โดยเฉพาะไว้อย่างละเอียด

บทที่ 3 เรื่องยากลุ่มฝิ่น เป็นบทสั้นๆ ครับ ถ้าอ่านถึงบทนี้ให้พุ่งความสนใจไปที่ยาตัวนึงคือ Oxycodone ไว้นะครับ มันเป็นยาที่จัดในกลุ่มเดียวกับ Codeine คืออยู่ในกลุ่มที่ออกฤทธิ์จับกับ Opioid receptors ในความแรงระดับปานกลางถึงอ่อน ที่ให้สนใจตัว Oxycodone เพราะในตอนสรุปการใช้งานในบทที่ 4 มี Guidline ที่ recommend ให้ใช้ยาตัวนี้นั่นเองครับ

มาถึงบทที่ 4 ซึ่งเป็นบทสุดท้ายท้ายสุด มีสิ่งที่น่าสนใจอยู่ 3 จุดในบททนี้ คือ 1.การใช้ยาแก้ปวดแบบหลายกลุ่มร่วมกัน (Drug combination หรือ Multimodal analgesia) เพื่อหวังผลในการควบคุม pain ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 2.เรื่องการให้ยาระงับปวดก่อนถอนฟันหรือผ่าฟันคุด (Pre-emptive analgesia) ความรู้ตรงนี้จะเกี่ยวเนื่องมาจาก ภาวะ Allodynia ในบทที่ 1 ครับ หลักการคือ เราต้องการป้องกันภาวะทำให้ไว (sensitization) ของ nerve (receptors ใน nerve ทั้ง Peripheral และใน Central นั่นแหละ) 3.ตารางสรุปแนวทางการให้ยาระงับปวดในทาง Endo

เรื่อง Pre-emptive analgesia คือการ Premed ยาแก้ปวดก่อนการทำงานครับ โดยหลักการควรให้ยาตัวที่มี Onset เร็วที่สุด พบว่า การให้ Ibuprofen 200 mg ชนิด fast onset จะให้ผลดีกว่าให้คนไข้กิน Ibuprofen 400 mg แบบมาตรฐานครับ (จะได้ระดับยาขึ้นสูงสุดใน 30 นาที เทียบกับแบบมาตรฐานจะขึ้น peak ต้องใช้ 90 นาที จะเห็นว่าต่างกันถึง 3 เท่า)

แต่ก็มีการแนะนำให้ใช้ Ibuprofen 400 mg หรือ Paracetamol 1000 mg ใช้ Premed ก่อน 30 นาที ในงาน Endo ครับ

ใน case คนไข้ Hot tooth ที่ฉีดยาชาแล้วไม่ยอมชา มีคำแนะนำให้ใช้ NSAIDs ที่มี fast onset กินก่อนฉีดยาชาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของยาชาด้วยครับ (กินก่อน LA เพื่องาน Endo) ถามว่าทำไมต้องเฉพาะ Endo เพราะพบว่างาน Oral Surg, RCT หรือ Perio อาการปวดมีผลได้ต่างกันครับ เช่นอาการ acute irreversible pulpitis กับอาการ chronic periodontitis หรือปวดจาก pericoronitis การศึกษาผลและประสิทธิภาพจากยาจึงออกมาได้ไม่เหมือนกัน (ในหนังสือ มีอธิบายไว้)

นอกจากอาการปวดจาก Odontogenic origin ท่านอาจารย์ก็ได้เขียน cover ไปในส่วนที่มาจาก Nonodontogenic ด้วยครับ มีพูดถึงยาและแนวทางในการใช้พอเป็น idea ไม่ลงรายละเอียดให้วุ่นวายใจมากนัก

หลังอ่านหนังสือเล่มนี้จบ จะเข้าใจ ในการทำความรู้จักและเลือกใช้ยาระงับปวดได้อย่างมั่นใจ รวมถึงสามารถ recall ความรู้ที่เคยมี (เคยเรียน) ในระดับ Preclinic ให้ข้ามเวลามาเชื่อมต่อกับประสบการณ์การทำงานในปัจจุบันของทุกท่านที่สนใจเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีครับ

ราคาหนังสือจากปกเล่มละ 200 บาทครับ แต่ถ้า สั่งซื้อ Online จะลดเหลือ 180 บาท (เงื่อนไขของการสั่งคือ ต้องมียอดสั่งหนังสือรวม 700 บาทขึ้นไป จึงจะส่งถึงบ้านฟรีนะครับ สำหรับ CUbook)

สรุป—>จ่าย Ibuprofen 600-800 mg+Paracet 1000 mg (ถ้าคนไข้มีปัญหากับ NSAIDs ให้ปรับจาก NSAIDs เป็น Narcotic แทนที่ คือใช้ Codiene 60 mg) ในกรณีที่ปวดแบบรุนแรงสุด จะใช้เป็น Ibuprofen 600 mg+Paracetamol 1000mg+Oxycodone 10 mg (ถ้าคนไข้มีปัญหากับ NSAIDs ให้ตัด Ibuprofen ออก ตัวที่เหลือคงเดิม)

 

 

ท่านเคยมีปัญหานี้หรือไม่? เวลาเขียนใบ refer หรือเขียน Blog แล้วไม่รู้จะทับศัพท์คำแปล technical terms ทางทันตแพทยศาสตร์ยังไง? review การสืบค้นศัพท์บัญญัติทางทันตแพทย์

แรกเริ่ม ศัพท์ทันตแพทย์ อยู่ในขอบขตความรับผิดชอบของ ราชบัณฑิตยสถาน โดย คณะกรรมการชุดหนึ่ง เรียก คณะกรรมการบัญญัติศัพท์วิทยาศาสตร์

12705613_937820666272646_1141474024557304123_n

ศัพท์ทันตแพทย์เล่มนี้ ตีพิมพ์ 2 ครั้ง ครั้งแรกสุดปี 2537 จำนวน 2000 เล่ม และพิมพ์ครั้งที่ 2 ในอีก 4 ปีต่อมา คือปี 2541 เพิ่มจำนวนอีก 3000 เล่ม

คำบางคำมีการแปลที่แปลกและไม่เฉพาะ เช่น fixed partial denture = ฟันปลอมติดแน่น (แทนที่จะเป็น ฟันปลอมบางส่วนชนิดติดแน่น)

12742309_937822872939092_5273940663818408487_n

จนมีการปรับปรุงครั้งล่าสุดเมื่อปี 2553 ในชื่อที่เปลี่ยนจาก ศัพท์ทันตแพทยศาสตร์ —> ศัพท์บัญญัติทางทันตแพทยศาสตร์ จุดประสงค์ของ version ใหม่สุด ไม่ใช่จำหน่าย แต่เพื่อแจกจ่ายตามสถานศึกษาต่างๆ จึงมีจำนวนการพิมพ์ในครั้งนั้น น้อยมาก

12742789_937823642939015_3372890049260866952_n

แต่เรายังมีวิธีสืบค้น คำศัพท์เหล่านี้ ทาง internet ได้อย่างสะดวก โดยการใช้ พจนานุกรม Longdo Dict

วิธีคือ ให้ Add Favorite หรือ Bookmark เวบนี้ไว้ใน Browser ที่สะดวกครับ http://dict.longdo.com/

การค้นความหมายของคำ ให้ใช้ เครื่องหมาย * คร่อมทับคำที่ต้องการดังรูป จะได้ความหมายครอบคลุมที่สุด

12717855_937826042938775_4704535948997087716_n

ผมลองทดสอบระหว่าง Browser กับ Longdo dict app พบว่า การใช้งานใน Browser ดีกว่าตรงที่ไม่มีโฆษณา pop up ออกมากวนใจครับ

แต่ถ้าใครสนใจใช้ App ก็ลงได้ทั้ง iOS และ Android

แม้จะไม่ Update สุดเท่าปี 2553 ที่พิมพ์ครั้งล่าสุด แต่ก็พอใช้ได้ครับ (Longdo update ตามราชบัณฑิต ปี 2545)

 

เรียกขวัญและศรัทธาเพื่อเป็นกำลังใจให้อาจารย์ Pedodontist ด้วย review หนังสือ การจัดการนิสัยดูดนิ้วสำหรับทันตแพทย์

12662023_933484826706230_477045349914257822_n

จากข่าวที่รบกวนจิตใจอยู่ในขณะนี้ ทำให้ผมนึกถึงหนังสือ Pedo เล่มนึงซึ่งหวานและอบอุ่นมาก เขียนโดยท่านอาจารย์ที่ผมคาดว่า น่าจะเป็นหมอที่อ่อนโยนและใจดีที่สุดท่านหนึ่ง หลังจากที่ทำความรู้จักท่านผ่านทางตัวหนังสือ

หนังสือเล่มนี้คล้ายๆ หนังสือทันตแพทย์หลายๆ เล่ม คือ พิมพ์ออกมาน้อย (ประมาณ 1000 เล่ม) และไม่ค่อยตีพิมพ์ซ้ำ เล่มที่ผมมีอยู่เป็นเล่มที่พิมพ์ครั้งที่ 1 ปลายปี พ.ศ.2552

ท่านอาจารย์ผู้เขียน รศ.ทพญ.ประภาศรี ริรัตนพงษ์ ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก มหิดล

12715467_933487006706012_5306588127740445303_n

หนังสือสีหวาน ขนาด 80 หน้า แบ่งเนื้อหาตามลำดับของการทำความรู้จัก, การจัดการต่อสิ่งที่พบ, การทำความเข้าใจต่อพฤติกรรมและการให้การรักษาที่เหมาะสม (หรือพูดอีกด้านคือ การไม่ให้การรักษาที่เหมาะสม) ท่านอาจารย์ประภาศรีเขียนเนื้อหาทั้ง 6 บท มีเพียงบทสุดท้าย เขียนโดย กุมารแพทย์ คณะแพทย์ จุฬา คือ ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร

12670273_933492346705478_5440926612459757716_n

บทที่เกี่ยวกับทันตแพทย์โดยตรง คือ บทที่ 5 ผลของ finger sucking และ บทที่ 6 การจัดการ finger sucking

เริ่มที่ Intro การ finger sucking เป็นพฤติกรรมปกติและถือเป็น learning จนหลัง 1 ขวบ จะค่อยๆ ลดลงไปเองเรื่อยๆ จน 2-4 ขวบ เด็กจะหายจากพฤติกรรมนี้ไปได้เอง

12661766_933496190038427_1656876908399143531_n

ในบทที่ 2 จะลงรายละเอียดถึงลักษณะการดูดเทียบการดูดจากนมแม่ จากที่อ่าน เด็กดูดหัวนมโคตรแน่นมาก (ผมว่าแม่น่าจะเจ็บเลยนะ) แล้วใช้ลิ้นรีดน้ำนมออกมาโดยลิ้นมีการเคลื่อนตัวเป็นคลื่น Peristaltic motion)

12717447_933498293371550_7862946136584370926_n

เทียบกับการดูดจากนมขวด จะเห็นตำแหน่งของเพดานกับลิ้น คนละเรื่องกับการดูดนมแม่เลย

12728937_933498770038169_7869626549684325936_n

รูปแสดงลักษณะหัวนมปลอมแบบทั่วไปกับแบบ Orthodontic ซึ่งจะแบนกว่า โค้งกว่า เพื่อให้รับกับ palate

12715332_933499703371409_1999616977373765706_n

บทที่ 3 พูดถึง factors ที่มีผลให้เกิดซึ่งเยอะมาก ประมาณ 12 ข้อ ยกตัวอย่างเช่น ระยะเวลาตอนเด็กเข้านอน หรือ จำนวน-ลำดับของพี่น้องในครอบครัว ก็มีผลนะ ตอนท้ายบท ท่านอาจารย์ยก Theory ทาง Psycho มา 3 ทฤษฎีหลัก ที่ใช้อธิบายสาเหตุ

12687819_933501110037935_8312179066453162429_n

บทที่ 4 เป็น Prevalence แสดงตารางตัวเลขการศึกษาในประเทศและภูมิภาคต่างๆ (ส่วนใหญ่เป็นยุโรป) ที่น่าสนใจคือ พบเด็กเอสกิโม กับ เด็กอินเดียแดงพื้นเมืองใน US ที่ไม่พบพถติกรรมการดูดนิ้วเลย

12670573_933502080037838_6102375431073071296_n

บทที่ 5 จะเริ่ม link กับ Ortho ละ ทั้งอธิบายการเกิด malocclusion ทั้ง Ant open bite, Cross bite ไปจนถึง Skeletal deformity เกิด Angle Cl II (finger sucking ไม่ใช่สาเหตุโดยตรง แต่ถ้า skeleton หรือ occlusion มีแนวโน้มอยู่แล้ว จะยิ่งเร่งให้เกิดแรงขึ้น)

12662467_933503576704355_1849518860999624624_n

ท่าทางในการดูดนิ้วก็มีผลไม่เหมือนกัน การหงายนิ้วดูดดังรูปจะเกิดแรงแบบคานระบบที่ 1 ดันฟันบนให้ procline และดันฟันหน้าล่างให้ retrude

12733386_933505300037516_3660770284180363220_n

บทที่ 6 ที่ท่านอาจารย์ ประภาศรีเขียนเป็นบทสุดท้าย เรื่อง การจัดการ (การรักษาพฤติกรรมนี้) ตั้งแต่ การไม่ต้องทำอะไรเลยในเด็กต่ำกว่า 4 ขวบ และเริ่ม counsellling เด็กและพ่อแม่ใน 4-6 ขวบ และถ้าหลังจากช่วงนี้ (คือใกล้ 10 ขวบ) ต้องใช้วิธีอื่นในการปรับเพิ่ม ทั้งวิธีทางจิตวิทยา และการใส่ Appliance

12662720_933507160037330_7511047055829683630_n

บทสุดท้ายของหนังสือ เขียนโดยท่านอาจารย์กุมารแพทย์ อธิบายมุมมองด้วยทฤษฎีจิตวิทยาต่างๆ ทั้ง Sigmund Freud และท่านอื่นๆ สรุปคือ ทางแพทย์มองว่า เป็นนิสัยที่ปกติ ยอมรับได้ แต่จะเริ่มเข้าไปจัดการเมื่อ เด็กอายุ 5 ขวบ (เท่าๆ กับของทันตแพทย์ที่ 4-6 ขวบ) และใช้เทคนิกการรักษาโดยการปรับพฤติกรรม ก็เอาอยู่แล้ว

12654396_933510503370329_2987607657182893604_n

โดยสรุป (ความเห็นส่วนตัวของผม) ทางกุมารแพทย์จะ chill มาก มองว่า เป็นเพียงนิสัยที่ทำซ้ำๆ เพื่อชดเชยความมั่นคงทางอารมณ์ของเด็ก แต่สำหรับทันตแพทย์ค่อนข้างเป็นเรื่องใหญ่ (ยิ่งถ้ายังทำหลัง 4 ขวบ จะเรื่องใหญ่มาก) เพราะมันมีผลต่อฟันและ Skeletal อาจทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

 

นอกจากการเดินทางไปฟังประชุมวิชาการแล้ว การสั่งหนังสือมาอ่านที่บ้านด้วยตนเองก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ review ขั้นตอนและความน่าเชื่อถือของการสั่งหนังสือ Online

12670095_933378066716906_295466837826110929_n

หนังสือ Online ในที่นี่หมายถึงการสั่งหนังสือกระดาษจริงๆ (ไม่ใช่แบบอ่านใน iBooks, Google Play books, Kindle) และยกตัวอย่างการสั่งหนังสือในประเทศนะครับ

หนังสือทันตแพทย์ จะอยู่ในหมวดหนังสือวิทยศาสตร์ประยุกต์ –> แพทยศาสตร์

12662573_933386540049392_536415921078641053_n

click เข้าไปในหมวดแพทยศาสตร์ จะพบ หมวดย่อย ทันตแพทยศาสตร์ อีกที

12715636_933387496715963_1215936253542188266_n

ถึงตรงนี้ เลือกหนังสือที่ตองการ แล้วสมัครสมาชิกเวบ เพื่อสั่งหนังสือแล้วจ่ายเงิน (ผ่านบัตร เดบิต/เครดิต) ได้เลยครับ

12705346_933388616715851_3045325010268866780_n

หนังสือที่เราสั่งไปบางเล่ม อาจไม่ update สถานะ (เช่น หนังสือหมดยังไม่พิมพ์ใหม่ ทำให้หนังสือในรายการไม่มีอยู่จริง) ไม่ต้องตกใจ เพราะจะมีพนักงานติดต่อมาทางโทรศัพท์เพื่อยืนยันรายการ หักเงินคืนมาให้เราอีกครั้ง ก่อนจัดส่งหนังสือมาให้ครับ

การจัดส่ง ใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน (ข้อดีสำหรับการสั่งในเวบ CUbook คือ ราคาที่ลดจากหน้าปกจริงทุกเล่มครับ)

Pakage การจัดส่ง ผมให้ 8/10 ครับ เพราะหีบห่อแน่นหนาได้มากกว่านี้อีกนิดจะ perfect เลย

12717695_933391536715559_519493881517868871_n

ภายในกล่อง ไม่มีการบรรจุวัสดุกันกระแทก มีเพียงถุงพลาสติกใส่หนังสือทั้งหมดไว้เท่านั้น

12651374_933392270048819_2527184116831198180_n

มีใบเสร็จแสดงรายการหนังสือ ยอดรวม และ ส่วนลด

12715640_933393256715387_4594908557718638668_n

ไม่คิดค่าจัดส่ง ถ้าสั่งยอดตั้งแต่ 700 บาท ขึ้นไป (แต่ถึงเสียค่าจัดส่ง 50 บาท ก็ยังประหยัดกว่าค่า BTS ไป/กลับ อยู่ดีครับ)

12662033_933405326714180_1540223537411793365_n

ทีนี้มาลองดูคุณภาพหนังสือที่จัดส่งมา

12688024_933405676714145_9128685416004618762_n

ขอบและมุมไม่ยับ คุณภาพหนังสือครบสมบูรณ์ 10/10

12661906_933406003380779_7741779645978271445_n

เล่มนี้เป็นหนังสือ Pros ของท่านอาจารย์มรกต ปกแข็ง สีปกเขียวมรกต (เหมือนชื่ออาจารย์ผู้แต่ง) สภาพหนังสือที่ส่งมาดีมากครับ (เล่มนี้น่าจะเป็น Textbook เล่มที่ 2 ที่ท่านอาจารย์คนไทยเขียนที่ผมเคยอ่านมา) เดี๋ยวจะรีวิวให้ดูกันนะครับ (ตอนนี้ผมยังอ่านไม่จบ น่าสนใจมาก)

12687778_933407333380646_6159568565055356215_n