พาเดินชมงานแสดงสินค้า ประชุมวิชาการฯ กลางปี 2562

ครั้งที่ 1 ของปี 62 ผม เลื่อนนัดคนไข้ไม่ได้ ติดภารกิจ เวลาไม่พอฟังงานประชุม เลยได้แต่เดินดูสินค้าอย่างเดียวครับ

แต่ก็เดินได้ทั่วงาน พอเป็น idea ปีนี้บูธขาย Unit ลงเยอะมาก

เพื่อเดินเข้าไปในโซนแสดงสินค้าได้ ต้องลงทะเบียนก่อน

ตอนผมเข้าไป wifi ของงานมีปัญหาครับ แต่เราสามารถลงทะเบียนผ่านเวบไซต์ของทันตแพทยสมาคมล่วงหน้าก่อนได้เลย แล้วนำเลข register ที่ได้ไปรับป้ายหน้างานครับ

เข้าไปที่ link นี้นะครับ

https://www.thaidental.or.th/visitor

แล้ว input ข้อมูลเลข ท. และ ID บัตรประชาชน

ได้รับป้ายเข้างานแล้ว พร้อมลุย

ผมเดินเข้าทางด้านบันไดเลื่อน เพื่อต้องการวนรอบนอกก่อน และพวกบูธ Fluocaril และบูธ Lion จะอยู่ด้านรอบนอกครับ จะได้ไปรับ Gift จากบูธเหล่านี้ก่อน

เจอบูธเครื่องมือ Ortho ก่อนเป็นบูธแรก

1 tray แถม 1 tray

สังเกตว่า บูธแสดง 3D printing เยอะขึ้นกว่าทุกครั้ง อย่างมีนัยสำคัญ

model ที่ print เสร็จ

maxilla หลุดโฟกัสไปนิด

แสดง ingot และงานที่ milling

Computer-guided stent

บูธ VRP

ตะขอ resin composite ขนาดใกล้เคียงตะขอเหวี่ยง และเลือกสีได้มากขึ้น

บูธ Ivoclar จะขายวัสดุในส่วนของ intra-oral material เป็นส่วนใหญ่ (ส่วน Dental vision จะขายอุปกรณ์และวัสดุที่ใช้ใน Lab )

ingot

Valiolink N set เล็กลงเมื่อเทียบกับ Variolink II แต่ออกแบบให้มี direction การใช้งานที่ง่ายขึ้น

ยกออกมาดูใกล้ๆ  พบว่า ไม่มี try in paste แล้วในชุด ต้องซื้อแยก

Bonding system ที่ treat กับชิ้นงาน

Bonding ที่ treat กับฟัน  ชุด Variolink n ในงาน 13,xxx บาท

หวานมาก

บูธชูมิตร

มันเป็น Lidocaine 2%

Crown remover ในงานปีนี้ราคาลดลง

หัวเปลี่ยนได้ 2 แบบ

บูธนี้แปลกมาก

แปรงฟรุ้งฟริ้ง

ดูเลอค่า

มองหาน้องประจำบูธไม่เจอ

Darphie เอาเก้าอี้นั่งแล้วไม่ปวดหลังมาขายครับ

เก้าอี้คาวบอย Salli อารมณ์จะเหมือนนั่งบนอานม้าครับ บังคับไม่ให้ขาหุบและให้หลังยืดตรงตลอดเวลา คือ ถ้านั่งงอหลัง จะไม่ stable คุณจะร่วงจากเก้าอี้ตัวนี้ทันที

 

 

ตัว Top ของ Salli มี option เป็น back rest ที่ต้องซื้อเพิ่ม

 

IMG_20190612_140541_1

 

บูธขายเครื่องมือ Surg

ดู blade แล้วยังใหญ่เกิน

 

 

จากตรงนี้จะเริ่มเข้ามาใน Hall ใหญ่

 

บูธ Homedent กระดาษเช็คสูง เช็ค contact ที่ดีที่สุด อยู่ที่นี่

เป็นบูธเดียวที่ยังขาย Semiadjust articulator

บูธ Nu-Dent

Handheld portable X-ray

Etching บ้องใหญ่ แต่ทำไมเป็น 36% นะ?

ยังขาย All-bond อยู่ เป็น Universal แล้ว

Resin cement ของ Bisco

Etch เป็น 37%

บูธเสื้อกาวน์

design แบบไม่ให้หมอผู้ชายต้องใช้กันเลย

อยู่ที่บูธ Bella vita

เข้าบูธ Accord เห็นเครื่อง Scan กำลังว่าง เลยรีบเข้าไปเล่นก่อน

Intra-oral scanner ที่กำลัง heating คือ การไล่ฝ้า (ความชื้น) ออกจากหัว scan ครับ

Trios 3 Basic คือ เฉพาะเครื่อง scan ไม่รวม จอ monitor แบบลากได้พร้อมกล่อง CPU

move&cart คือรวมจอ+CPU box

โซน CAM

close up เครื่อง milling

แท่ง ingot

ชุดขัดของ Shofu

ชุดตรงกลางแถวบน คือ Zilmaster

คือใช้ขัดงาน Zirconia ครับ ชุดละ 4000 บาท

ขัดงาน All ceramic ได้ทุกตัว แต่ถ้าไม่ใช่ Zirconia ไม่ต้องใช้ตัวสีเข้มสุดครับ

ด้านหลังกล่อง

เครื่อง Airflow

บูธ GC

ที่รักของ Pedo

บูธขาย Burs

ค่อนข้างถูกครับ 90 บาท/bur และซื้อเยอะมีแถม

โคตรแห่งโมเดล

ปักแบบตำแหน่งดีมาก แถวซี่ 4 ซี่ 5 นี่ โคตรปราบเซียนเลย

ระดับอาจารย์ปักซี่ 4 ไปโดนรากซี่ 3 ต้อง RCT ต่อก็เจอมาแล้วครับ

Loop มีหลายบูธ ค่อยๆ เลือก ค่อยๆ ลอง ใจเย็นๆ

เครื่อง Peizo surgery

เครื่องนี้แปลกดี ตอนแรกผมนึกว่า เครื่อง ultrasonic clean burs แต่ทำไมดูอลังการจัง

จริงๆ มันไม่ใช่อย่างที่คิด

บูธขาย hand instrument

แนะนำว่า ควรทดสอบด้วยตาและมือตัวเอง ก่อนซื้อทุกชิ้นครับ เพราะเป็น 1 แถม 1

อารมณ์ประมาณนี้ 1 แถม 1

บูธ Kerr

บูธ Kavo

บูธเจมอริต้า

อันนี้น่าสนใจ มันคือ External oral suction ครับ

ส่วน part ของ compressor

ส่วนตัวเครื่องที่อยู่ข้างเก้าอี้สามารถเป็น mobile unit หรือ mount wall ก็ได้

การทำงานใช้ sensor เปิดปิดครับ

 

VDO แสดงการใช้งานจริง

 

บูธ Mid-west

เครื่อง light cure แบบ wireless

ชุดนี้จะมี 2 ตัวที่เหมือนกัน และวางบนแท่น charge เดียวกัน ตรงข้อต่อหมุนเป็นมุมต่างๆ ได้รอบ 360

ประมาณ 3 หมื่น

ปีนี้บูธขาย Unit ลงเยอะ แสดงถึงการเปิดคลินิกใหม่ และขยายกิจการ สวนกระแสเศรษฐกิจ?

เดินผ่าน Accord อีกรอบ

บูธ Kulzer

Gluma ยังเป็นตัวชูโรงเหมือนเดิม

Resin composite ของ Kulzer

Technical spec

ของแจกที่บูธครับ เป็น file VDO อธิบายผลิตภัณฑ์ และสามารถลบออก แล้วใช้เป็น memory card ได้

เป็น micro SD

เข้าสู่อาณาจักรของ Dentsply

เครื่อง CEREC gen ล่าสุด (gen ไหนแล้วก็ไม่รู้ เพราะเรียนตั้งแต่ 1st gen แต่ไม่เคยใช้ซัก gen ครับ)

แสดงการทำงานเครื่อง CAD

 

เครื่อง CAM ของ CEREC

ดูกันเพลินๆ

Ankylos

Endo rotary ของ Dentsply คือ ชุด Protaper กับ WaveOne (Gold รุ่น Gold คือมีวิธีการ treat โลหะแบบใหม่ ทำให้เกิดเป็นโลหะที่มีสีทอง จึงเรียก WaveOne รุ่นที่ 2 ว่า WaveOne Gold)

Protaper จะหมุนทางเดียว แต่ WaveOne จะหมุนแบบ reciprocating (คือไปและย้อนกลับ)

เคยมีรีวิวแบบละเอียดแล้วที่นี่ครับ

ขอเวลาอีกไม่นาน..แล้วงาน Hands-on ที่ดีที่สุด จะคืนกลับมา review: บรรยากาศงานประชุม Amazing Rotary Endodontics III

ชุดยึดขิ้นงาน Ceram X

ระบบ Bonding ที่ใช้

full set ทั้ง fix ทั้งขัด ในกล่องเดียวกัน

ชุด Porcelain kit

Resin cement ของ Dentsply ครับ

microscope ของจีน ที่เอามาทำตลาดในไทย

ชื่อ Zumax

ส่วนนี้คือ mobile phone adapter ที่วาง case โทรศัพท์ครับ ใช้ทำ Facebook Live ได้

ราคาเริ่มต้น

จักรวาลของ Dent-mate

Aluwax ก็มีขาย

บูธ DDI

model wax

Block out wax

ราคาขึ้นทุก wax ปีนี้ 6xx บาท

บูธ NSK

บูธ Invisalign

ตัว Scan

แบบ scan อย่างเดียว แล้วประมวลผลด้วย notebook

เดินจนงง กลับมา Kavo อีกครั้งได้ไง

บูธขายเครื่อง Digital occlusal analysis

ลองเล่นได้ครับ เครื่องละ 3 แสน

แผ่น sensor ที่กัด

น้องบอก โทรให้ไปลองใช้ที่คลินิกได้ครับ

เครื่องพันธนาการ

ขนาดใหญ่พอจะจับ หมอ Pedo มัดไว้แทนเด็กได้

บูธ SD ทันตเวช

อันนี้คือ ของ AAA นะครับ

นี่ก็ AAA

ของจริงจะอยู่บูธนี้ครับ อยู่ด้านนอก ตรงประตูทางเข้าด้านนึง

แต่ตลกตรงที่ราคา 3D ถูกกว่าแบบ Classic ครับ

น้องบอก Vita ต้องการกระตุ้นให้หมอเทียบสีเป็น 3D แทน

ปิดท้ายที่บูธ CU น้องๆ CU มีแบบสอบถาม เกมส์ให้เล่น รับของรางวัลครับ

มีแปรงขายด้วย

ดูเวลาแล้วใช้เวลาเดินทั้งหมดนี้ 4 ชั่วโมงครับ

ทบทวนสิ่งที่ต้องมีเพื่ออ่านหนังสือเล่มนี้

 

IMG_2126

 

ปัญหาคือคำว่า Basic นี่หละครับ ถ้าไม่กลับมาทบทวนเบสิค อาจจะถึงกับถอดใจจนอ่านได้ไม่จบได้เลย

 

1.ทบทวนพันธะเคมี

bond ที่ยึดอะตอมให้กลายเป็นโมเลกุล จะมี 3 ประเภท คือ

(1.)พันธะ ionic

(2.)พันธะ metallic

(3.)พันธะ covalent

 

และ สิ่งสำคัญคือ

เฉพาะโมเลกุลของอะตอมที่ยึดด้วยพันธะ covalent เท่านั้น ที่จะมีการยึดด้วยแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล (Van der Waals interaction)

โดยใช้แรงดึงดูดระหว่างประจุซึ่งถือเป็นแรงอย่างอ่อน เพราะวัสดุที่เกิดจากพันธะ ionic และพันธะโลหะ มีการใช้ electron ร่วมกันจนไม่มีขอบเขตระหว่างโมเลกุลที่แน่นอน แต่โมเลกุลของพันธะ covalent จะมีการยึดระหว่าง atom เพื่อให้เกิดเป็นโมเลกุลที่แข็งแรงมาก แต่ในระหว่างโมเลกุลด้วยกันเองจะยึดด้วยพันธะที่มีแรงยึดอ่อนกว่า

ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถเปลี่ยนสถานะของน้ำได้ง่ายด้วยการแช่ตู้เย็น หรือ ต้มให้เดือด แต่ถ้าจะแยกโมเลกุลของน้ำออกเป็น H และ O จะต้องใช้ขบวนการที่ยุ่งยากกว่ามาก

Van der Waals interaction จะประกอบด้วย London force, Dipole-dipole interaction และ Hydrogen bond  ในทั้ง 3 แบบของ Van der Waals interaction นั้น Hydrogen bond เป็นแรงยึดเหนี่ยวที่มีค่าสูงสุด (ตามมาด้วย Dipole-dipole และ London force มีค่าต่ำสุดตามลำดับ)

หนังสือเล่มนี้จะพูดถึง ชื่อพันธะเหล่านี้  จึงควรทำความเข้าใจและแยกพันธะที่ยึดระหว่าง atom และพันธะที่ยึดระหว่างโมเลกุลต่อโมเลกุล ออกจากกัน

 

เพื่อให้เห็นภาพ ขอยกตัวอย่าง โมเลกุลของน้ำ

น้ำ 1 โมเลกุล (H2O) ประกอบด้วย H 2 อะตอม และ O 1 อะตอม เชื่อมต่อกันด้วยพันธะ covalent ซึ่งใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน โดยที่ atom ทั้งสามตัวเรียงกันทำมุม 105 องศา โดยมี O เป็นขั้วลบ และ H เป็นขั้วบวก

IMG_1622

 

แต่โมเลกุลแต่ละโมเลกุลของน้ำจะเชื่อมต่อกันด้วยพันธะไฮโดรเจน

 

IMG_1623

ดังนั้นต้องแยกความแตกต่างของพันธะ covalent และ Van der Waals force และ/หรือ พันธะไฮโดรเจน ให้ออก

(เพราะผมเคยคุยเล่นๆกับมิตรสหายบางท่าน พบว่า ยังสับสนและเข้าใจว่า Hydrogen bond เป็นพันธะที่แข็งแรงกว่า covalent bond ก็มี)

 

2.ทบทวนตรีโกณมิติในวงกลม 1 หน่วย

เพื่อเข้าใจความหมายของด้านประกอบมุมฉากที่ค่ามุม (t) ต่างๆ ครับ

ค่าที่ใช้บ่อยในหนังสือคือ ค่า cos t ครับ ในวงกลม 1 หน่วย ถ้าเราสนใจเฉพาะมุม t ที่เป็นค่าบวก

ค่าจุดตัดบนแกน x จะ = (1,0)  ซี่งเป็นตำแหน่งที่ค่ามุม t = 0 องศา

แทนตำแหน่ง (cos t,sin t) = (1,0)

ดังนั้น cos 0 องศา = 1  และถ้า t = 90 องศา ได้จุดตัด (0,1) จะได้ cos 90 องศา = 0

 

IMG_1624

ค่า cos ของมุมจะอ่านจากพิกัดที่แกน x  ในขณะที่ค่า sin อ่านจากพิกัดของแกน y

เวลาที่พูดถึงค่าใดๆ ก็ตามคูณด้วย cos ของมุมที่เกิดจากค่านั้น ให้เข้าใจว่า เป็นแขนของด้านประกอบมุมนั้นๆ

ยิ่งมุมเพิ่มขึ้น ค่า cos จะลดลง  ดังนั้น cos 0 องศา จะเป็นค่า cos ที่มีค่ามากที่สุด

 

IMG_1625

 

 

3.ทบทวนกลศาสตร์ของของไหล เรื่อง แรงดึงดูด capillary force

 

h = ความสูงของของเหลว (the liquid height)
γ = แรงตึงผิวของของเหลว (the surface tension)
θ = มุมสัมผัสของของเหลว (the contact angle of the liquid on the tube wall)
ρ = ความหนาแน่นของของเหลว (the density) (มวล/ปริมาตร)
r0 = รัศมีของหลอด (the tube radius)
g = ค่าแรงโน้มถ่วง (9.8 m/sˆ2)

 

IMG_1626

 

เพราะในหนังสือจะแสดงเฉพาะสูตรของ Jurin’s law ครับ แต่ไม่มีรูปประกอบ จึงอาจนึกภาพในการแทนค่าไม่ออก  (เนื้อหานี้จะอยู่ในบทที่ 1)

แสดงสูตร capillary force ของ Jurin

IMG_2128

 

4.เข้าใจความแตกต่างของภาพที่เกิดจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (TEM) และแบบส่องกราด (SEM)

ในหนังสือจะมีภาพประกอบจากทั้ง 2 กล้อง ปะปนกัน  เวลาดูรูป เพื่อให้นึกทิศทางของ specimen ออก แนะนำว่า ควรอ่านคำบรรยายใต้ภาพประกอบด้วยว่า มาจาก TEM หรือ SEM

 

(1.) กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (TEM: Transmission Electron microscope)

วัตถุที่นำมาส่องจะถูกตัดเป็น slide ที่บางมาก (~ 100 nm) ภาพที่เห็นจะเหมือนเราดู slide

ยกตัวอย่าง ถ้านำ มด มาตัด section แล้วดูด้วย TEM ภาพจะออกมาคล้ายๆ แบบนี้ครับ

(รูปนี้ไม่ได้ส่องจาก TEM นะครับ เพียงแต่ยกขึ้นเพื่อให้เห็นความแตกต่างจาก ถ้าเรานำ มด มาส่องด้วย SEM)

 

IMG_1628

 

 

(2.) กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (SEM: Scanning Electron microscope)

ใช้สำหรับส่องดูพื้นผิว  ยกตัวอย่างถ้านำมด มาส่องด้วย SEM ภาพจะออกมาแนวๆนี้

คือเหมือนเห็น surface anatomy ของมดแบบชัดเจนมาก แต่ไม่เห็นทะลุเข้าไปข้างในแบบส่องจาก TEM

 

IMG_1627

 

ดังนั้นเวลาอ่านภาพ ต้องดูก่อนว่า เป็นภาพที่เกิดจาก SEM หรือ TEM เพื่อเราจะนึกถึงทิศทางของภาพออกครับ  (ว่าเป็นการถ่ายกราดบนพื้นผิว หรือ การส่องผ่าน specimen ที่ตัด section แล้ว)

 

 

 

5.ทบทวน Organic chemistry เพื่อทำความเข้าใจ functional group พื้นฐาน

เฉพาะตัวที่เจอบ่อยๆ

IMG_1629

 

สูตรโมเลกุลแยกตาม functional group

อันนี้ออกจะเกินไปหน่อย ในหนังสือไม่เยอะเท่านี้ครับ

 

IMG_1630

IMG_1631

 

Prefix (คำนำหน้า) ของจำนวนต่างๆ ตาม IUPAC (International Union of Pure and Applied Chemmistry)

 

IMG_1632

 

 

รูปแบบ Chain ของ Hydrocarbon ที่พบได้บ่อย

วิธีใช้คือ ถ้าอ่านเจอชื่อของสารที่อยู่ใน Primer หรือ Adhesive แล้วรู้สึกสะดุดใจ อยากรู้รูปร่างของ chain ก็มาเปิดตารางนี้เทียบได้ครับ จะมองเห็นภาพมากขึ้น  แต่ถ้าไม่สะดุดใจ ก็ผ่านตรงนี้ไปได้เลย

 

IMG_1633

IMG_1634

IMG_1635

 

ตัวอย่างเช่น พวก Phenyl- นี่ เจอบ่อยมาก จะเห็นว่ามันคล้ายๆ Benzyl-  แต่ยังเห็นแขนของ -CH- ที่ยังต่างกัน  เป็นรายละเอียดที่ถ้ามองเห็น ก็จะเข้าใจความแตกต่างของ functional group

 

 

6. ทบทวนปฎิกิริยาการเกิดโครงข่ายของ Polymer

โพลิเมอร์ เกิดจาก chain ของ monomer มาต่อเรียงกันด้วยปฏิกิริยา Polymerization โดยทั่วไปต้องมี monomer มาเชื่อมยาวมากกว่า 200 unit (จำนวน monomer ใน chain เรียก degree of polymerization)  การเชื่อมต่อกันในสายของ monomer ทำให้เกิด polymer ได้ 3 รูปแบบ

(1.) polymer เชิงเส้น (linear polymer) คือเป็นเส้นตรงยาวไปเรื่อยๆ

(2.) polymer กิ่ง (branched polymer) มี chain หลักสายเดียว แต่มี monomer เชื่อมต่อเป็นกิ่งแยกออกไป

(3.) polymer โครงข่าย (crosslink polymer) มี chain หลักแล้วเกิดการเชื่อมโยงโดย chain รองที่เกิดจาก monomer ต่อเรียงกันหลายหน่วยเป็นโครงข่ายกับ chain หลักสายอื่นขึ้น

ในหนังสือ จะมีรายละเอียดโพลีเมอร์แบบโครงข่าย เรื่อง ตัวเชื่อมโยงโครงข่าย (Crosslinker) ที่ทำให้เกิดความหนาแน่นของโครงข่ายมาก หรือ น้อย ซึ่งมีผลต่อความแข็งแรงของโพลีเมอร์เพิ่มขึ้น หรือ ลดลง ตามลำดับ

 

 

IMG_1636

 

 

7. ในบทที่ 2 มีเรื่อง วิวัฒนาการของระบบ bonding

ผมคิดว่า การได้ยินชื่อท่านอาจารย์อย่างเดียว ไม่น่าจะซึ้งพอครับ เลยค้นรูปเพิ่มเติมมาให้ด้วย

เวลาอ่านเจอชื่อท่านเหล่านี้ จะทำให้ยิ่งจำได้ดีขึ้น

 

ท่านนี้คือ Dr. Michael G Buonocore

 

IMG_1637

 

ส่วนท่านนี้คือ Prof. Nobuo Nakabayashi  ผู้คิดค้นคำว่า Hybrid layer (ชั้นของเส้นใยคอลลาเจนที่ถูกห่อหุ้มด้วยเรซิน) ท่านไม่ใช่ Dentist นะครับ แต่เป็นนักเคมี

 

IMG_1638

 

 

8.คำแนะนำในการอ่านอื่นๆ

สำหรับนักศึกษาทันตแพทย์ แนะนำให้อ่านตามที่ท่านอาจารย์เรียงไว้ครับ

คือ บท (ส่วน) ที่ 1–>2–>3–>4

แต่สำหรับทันตแพทย์ที่เป็น clinician ขอแนะนำให้อ่าน บท (ส่วน) ที่ 4–>3–>2–>1 ครับ จะเข้าใจง่ายกว่า

 

สุดท้ายนี้ขอให้สนุกกับการอ่านครับ  อาจจะมีอีก topic เป็นรีวิวหนังสือเล่มนี้ครับ

เพราะหนังสือเล่มนี้ท่านอาจารย์ผู้เขียนได้ตอบคำถามที่ทันตแพทย์ชอบถามกันด้วยว่า

 

“Bonding ยี่ห้อไหน ใช้ดีที่สุด?”

 

(เล่มสีแดงข้างล่าง คือ Dent mat ของท่านอาจารย์เจน ครับ ผมลองอ่าน Bonding เมื่อ 30 ปีที่แล้วเทียบกับเล่มบนที่ update สุด เพื่อ compare กัน พบสิ่งที่น่าสนใจมากๆ)

IMG_1639

Physics forceps : คีมแห่งความลับ

 

img_9800

 

อุปกรณ์ที่คุ้นเคย และใช้เป็นอุปกรณ์ทำงานพื้นฐานสำหรับทันตแพทย์ นอกจากชุดตรวจ 3 เกลอ (Plier, Exporer, Concave mouth mirror) แล้ว คงต้องนับคีมถอนฟัน (Extraction forceps) เข้าไปด้วย

ถ้าเราไปเปิดหนังสือพื้นฐานเรื่องการถอนฟัน ในหนังสือจะเริ่มด้วยการอธิบายหลักพื้นฐานของเครื่องกลอย่างง่ายทั้ง 6 ชนิด นำมาก่อนทั้ง คาน, ลิ่ม, พื้นเอียง, สกรู, รอก, ล้อและเพลา

 

img_9766

 

พิจารณาเฉพาะการใช้คีม หนังสือจะเขียนตรงกันว่า คีม (ทั้งชนิด Special forceps และ Universal forceps) จะให้กลศาสตร์แบบ Classic เพื่อให้เกิดการผ่อนแรง คือใช้การทำงานของลิ่ม

โดยในจังหวะแรกเมื่อคีมเริ่มจับฟันจะใช้ Apical force ให้ปลายสุดของคีมเป็นลิ่ม เพื่อการจับฟันให้มั่นคง และดันฟันให้มีทิศทางเคลื่อนออกจาก Socket หลังจากนั้นจึงออกแรงโยกฟันในแนว Bucco-lingual เพื่อขยาย Alveolar process

การทำงานของ Extraction forceps จึงไม่ได้ทำให้ฟันหลุดออกจาก Socket โดยใช้หลักการของคาน แต่การสร้างคีมใช้หลักการของคาน และเป็นการทำงานของระบบคานคู่

เป็นคานคู่ที่ให้จุดหมุนร่วมกัน จากรูปการออกแบบคีมที่มีระยะด้ามจับ a ยาวกว่าระยะของแรงต้านทาน b จึงทำให้เมื่อเราออกแรงพยายาม E1 และ E2 (เพราะแรงจากอุ้งมือและนิ้วจาก 2 ด้านของด้ามจับไม่เท่ากัน)

a/b = R1/E1 = R2/E2

แรงที่เกิดตรงด้ามจับจึงถูก multiply (ด้วยอัตราส่วน a/b ซึ่งมีค่ามากกว่า 1) ให้เกิดแรงมากขึ้นที่ปลาย beak เสมอ

img_9770

ปัญหาจะเกิดตรงนี้แหละครับ คือ การออกแบบปลาย beak จะทำให้เกิดการโอบจับตามรูปร่างของฟัน โดยใช้ blade ที่ปลาย beak มีความคมที่มากกว่า surface hardness ของ Cementum เมื่อคีมถูกจับแน่น และแรงที่กระทำต่อฟันถูก multiply  แต่ในกรณีที่สภาพของฟันมีโครงสร้างอ่อนแอ เช่น large filling, รอยร้าว, caries ขนาดใหญ่หรืออยู่ในตำแหน่งที่ทำให้เกิด undermined enamel-dentine, ฟันที่ Fx etc.

จึงพบบ่อยๆ ว่า เมื่อบีบ Handle และออกแรงที่คีม ฟันจะแตกทันที เมื่อได้รับแรง (หรือเมื่อรับแรงที่เพิ่มขึ้นอีกระยะหนึ่ง) แตกที่ระดับต่างๆ แบบคาดเดาได้หรือไม่ได้ เช่น Crown fx, แตกระดับ CEJ, Furcation หรือเกิด Root fx

 

การสร้าง Extraction forceps ใช้หลักการของคานระบบที่ 1 ก็จริง แต่การทำงานของคีมไม่ได้ช่วยให้เราได้ประโยชน์จากการได้เปรียบเชิงกลจากคานที่สร้างขึ้นเวลาทำให้ฟันหลุดจาก Socket

 

ทบทวนคานทั้ง 3 ระบบ

โดยส่วนตัวผมจะจำง่ายๆ โดยใช้คำว่า FREE ครับ คือ F–>R–>E  ตามตำแหน่งที่อยู่กลางสุด เรียงตามคานระบบ 1–>2–>3

คือคานระบบที่ 1 จะมี F จุดหมุนอยู่ตรงกลาง

 

img_9772

 

คานระบบที่ 2 จะมี R (Resistant) แรงต้านอยู่ตรงกลาง

 

img_9773

 

คานระบบที่ 3 จะมีแรงพยายามของเรา E (Effort) อยู่ตรงกลาง

img_9774

 

ยกตัวอย่างเวลาพิจารณาคีมถอนฟัน

เราเห็นว่ามีจุดหมุน F อยู่ตรงกลาง โดยไม่ต้องคิดว่า R กับ E จะอยู่ด้านใด ก็บอกได้เลยว่า มันอยู่ในคานระบบที่ 1

 

img_9775

ลองสังเกต คีมถอนฟันกับอุปกรณ์อีกอย่างคือ กรรไกร

จะพบว่า การออกแบบใกล้เคียงกันมาก ซึ่งการออกแบบของกรรไกร คือ เพื่อตัด หรือ บีบทำลายวัตถุที่อยู่ระหว่างปลาย beak  ดังนั้นคีมถอนฟันที่ออกแบบมาให้จับและยึดฟันให้มั่งคงก่อนเราจะออกแรงโยกจึงมีอิทธิพลของการตัด,บีบ เพื่อทำลายติดมาด้วยเช่นกัน

 

img_9776

 

ในช่วงเริ่มต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 จึงเริ่มมีการพัฒนาคีมถอนฟันชนิดใหม่ที่ล้มล้าง Principle เดิมๆ ออกไปทั้งหมด โดยใช้ความรู้ทางวัสดุศาสตร์เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างคีมชนิดใหม่นี้

ชื่อของมันคือ Physics forceps ครับ

 

img_9777

 

ถ้าลอง search คำว่า Physics forceps จะเจอข้อมูลเยอะมาก ทั้ง papers, Clip demon ในคนไข้จริง

แต่ในที่นี่จะพูดถึงเฉพาะหลักการในการทำงานพื้นฐานของคีมชนิดนี้ เท่านั้นนะครับ

เริ่มที่ชื่อที่เหมือนเป็นบทสรุปทั้งหมด คำว่า Physics ไม่ได้หมายถึงชื่อคน (เช่น Dr. Physics) แต่หมายถึงหลักการทางฟิสิกส์ที่ใช้ เพื่อทำให้ฟันทุกซี่ที่ไม่ใช่ Bony impact tooth หลุดลอยออกจาก Socket โดยไม่ทำอันตรายต่อ เหงือก, alveolar bone โดยเฉพาะ Facial bone/Buccal plate หรือไม่ทำลายแม้กระทั่งฟันที่ถูกถอน (Atraumatic tooth extraction)

สิ่งที่เกิดตามมาคือ ลด dimensional loss ของ bone เพื่อให้ bone หลังถอนเหลืออยู่มากที่สุด (เพราะเรารู้ว่า Cortical bone ได้รับ blood supply มากกว่า 80% จาก Periosteum  ดังนั้นการลด tissue injury ได้มากที่สุด จึงเป็นการ preserve bone ได้ดีที่สุด)

 

Physics forceps เริ่มพัฒนาโดย Dr. Richard Golden ในปี ค.ศ.2004 และมีผู้พัฒนาร่วมอีกหลายท่าน เช่น Dr.Carl E. Misch, Dr.Helena Perez  etc.

papers ต่างๆ เริ่มออกมาเยอะในอีก 10 ปีให้หลังครับ คือตั้งแต่ช่วงปี 2014 เป็นต้นมา

Dr.Richard Golden

img_9778

 

 

การทำงานของ  Forceps ชนิดนี้จะใช้หลักทางฟิสิกส์ 3 ข้อด้วยกัน คือ

 

1. การได้เปรียบเชิงกลของคานระบบที่ 1

การออกแบบ Handle ทั้ง 2 ชิ้นโดย Handle บน ไม่มี blade แต่มีปลายเป็น Bumper ที่ทำหน้าที่เป็นจุดหมุน F

ส่วน Handle ล่าง จะมีปลายเป็น blade เพียงชิ้นเดียว

เวลาออกแรงจะ lock Handle ทั้ง 2 ชิ้นเข้าด้วยกันแล้วหมุนข้อมือให้ Handle เคลื่อนเป็นทิศเดียวกัน (ไม่ออกแรงบีบด้ามคีมเข้าหากัน เหมือนคีมปกติที่ใช้ระบบคานคู่ที่ใช้อยู่)

ด้ามคีมทั้ง 2 จะประพฤติตัวเหมือนคานเดี่ยวที่ออกแรงงัดต่อแรงต้านทานที่อยู่ปลาย beak

img_9783

ด้ามจับที่มีระยะทำงานถึงจุดหมุน F ยาวเป็น 8 เท่าของระยะที่ปลายคีมทำงานถึงจุดหมุน F

จึงทำให้แรงที่ปลายคีมที่กระทำต่อแรงต้าน R มีขนาดเป็น 8 เท่าของแรงพยายาม E ที่เราออกแรงที่ด้ามจับ จึงถือว่า เป็นคานระบบที่ 1 ที่ได้เปรียบเชิงกล โดยไม่เกิดแรงตัด, อัด หรือบีบ ที่ปลาย blade เหมือนคีมถอนฟันปกติ

img_9788

 

 

เทียบ action ของการถอนตะปูด้วยเครื่องมือที่ออกแบบการทำงานโดยใช้หลักการเดียวกัน เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย

 

การถอนตะปูด้วยคีม (คานคู่) แบบเดียวกับ Extraction forceps ปกติ

จะเห็นว่า เราไม่ได้เปรียบเชิงกลจากงานนี้เลย เพียงแต่คีมช่วยออกแรงแทนเรา แรงที่ปลายคีมจะมีขนาดมากกว่าแรงจากมือบีบที่ด้าม แต่พอเวลาถอนตะปูเราต้องออกแรงโยกตะปูอยู่ดี

ถ้าหัวตะปูไม่แข็งแรงพอ ตะปูจะขาดทันที กรณีให้แรงโยกมากเกินไป

img_9791

 

ทีนี้เรามาดูการถอนตะปูด้วยค้อนที่ใช้การทำงานของคานระบบที่ 1 แบบได้เปรียบเชิงกล

Moment ของการหมุนคือการหมุนแบบเดียวกับที่ใช้ใน Physics forceps (ที่จริงต้องพูดว่า arc การหมุนของ Physics forceps มันเลียนแบบค้อน)

img_9792

 

ลองมาดูรูปการทำงานของ Physics forceps จริงๆ

 

img_9793

 

 

หลักการทางฟิสิกส์ข้อที่ 2 ที่นำมาใช้กับ Physics forceps คือ การคืบ (Creep) ของวัสดุ ซึ่งในที่นี้คือ Bone ที่ประกอบเป็น Alveolar process ครับ

 

ทบทวนอย่างสรุปที่สุด Creep คือ การเปลี่ยนรูปร่างของวัสดุที่หมายถึง Deformation แบบถาวรครับ

เวลาเรียนเรื่องวัสดุศาสตร์ ถ้ายังจำ graph รูปนี้ได้

หมายถึงถ้าเพิ่มแรง F ที่อยู่ใน F/A ของ Stress ไปเรื่อยๆ  วัสดุจะเกิดการเปลี่ยนรูปร่างโดยแสดงคุณสมบัติที่เปลี่ยนรูปร่างแต่ยังกลับสภาพเดิมได้ (Elastic deform)  ไปจนเกิดการเปลี่ยนรูปไปเสียรูปร่างถาวรไปเลย (Plastic deform)  และสุดท้ายแรงที่ใส่เพิ่มขึ้นไปอีก จะทำให้เกิดการแตกหัก fracture ในที่สุด

 

img_9794

 

ทีนี้ถ้าเรามอง Bone เป็นวัสดุตัวหนึ่ง (เทียบกับ โครงโลหะ, Porcelain หรือ ฐานฟันปลอม)

จากรูป A = Porcelain แข็งแต่เปราะมาก ไม่มีเส้นกราฟในส่วน B–>D คือ มันไม่สามารถถูกยืดได้เลย

B = Alloy แข็งและเหนียว แสดงว่าถูกดึงได้บ้าง

C = ฐานฟันปลอม PMMA เพราะอ่อนสุด กราฟในส่วน A–>B แทบไม่มีความชัน และ B–>D ยาวมาก แสดงว่าถูกดึงและยืดได้มาก

 

img_8780

 

ทีนี้ถ้าเราใส่ Bone ลงไปในกราฟ Stress-Strain curve

โดยใช้ Long bone เป็น specimens ที่มีทั้ง Cortical bone และ Cancellous bone

(Cortical จะมี stiffness มากกว่า Cancellous โดยพบว่า Cortical bone จะหักเมื่อมี Strain เกิน 2% แต่ Cancellous bone จะหัก เมื่อมีความเครียดเกิน 75%)

จากรูป จะพบว่า Bone มีพฤติกรรมคล้ายฐานฟันปลอม PMMA

และส่วน A–>B (Elastic deform) ของกระดูกจะโค้งเล็กน้อย ไม่เป็น linear elastic behavior เหมือนโลหะและแก้ว

(ข้อสังเกต stiffness ของแก้ว น้อยกว่า Porcelain เส้นกราฟของแก้วจึงอยู่ต่ำกว่าโลหะ ไม่เหมือนรูปก่อนหน้านี้ แต่ยังแสดงคุณสมบัติคล้าย Porcelain คือ ไม่มี Plastic deformation เลย (ไม่มีกราฟส่วน B–>C))

 

img_8779

 

ถ้าสรุปตาม Stress-Strain curve คือ เมื่อเพิ่มแรง —> วัสดุเปลี่ยนรูป

 

แต่สำหรับ Creep จะไม่ใช่แบบนั้น  Creep จะเป็น เมื่อให้แรงคงที่ (โดยเราไม่ต้องเพิ่มแรง) –> วัสดุเกิดการเปลี่ยนรูป

โดยมีเงื่อนไขคือ แรงที่ให้ต้องต่ำกว่า Yield point (เพราะถ้าแรงมากกว่า Yield Stress วัสดุมันก็จะเปลี่ยนรูปจาก Plastic deform ได้อยู่แล้วตาม Stress-Strain curve)

Creep เปรียบเหมือนเราหลอมวัสดุเป็น โลหะหรือ Polymer แล้ววัสดุเริ่มหลอมตัว เสียรูปทรงเดิม แต่ในที่นี้เราจะหมายถึงให้แรงที่คงที่จำนวนนึง แล้ววัสดุเริ่มหลอมตัว เปลี่ยนรูป (โดยอุณหภูมิคงที่ด้วย, ในที่นี้ยังไม่พูดถึง Creep ที่เกิดจากการเปลี่ยนอุณหภูมินะครับ)

วัสดุทุกชนิดแสดง Creep ได้ทั้งหมด และที่เราคุ้นเคยและเห็นบ่อยๆ ก็คือ Creep ของ Amalgam filling

รูป Before&After หลัง filling 4 ปี (ยิ่งเป็น low-Cu Amalgam ยิ่งพบ Creep rate สูง)

สำหรับ Amalgam–> marginal deterioration คือสิ่งหนึ่งที่ชี้ถึงการแสดงออกของ Creep ในทางคลินิก

 

img_8775

 

สำหรับ Bone ก็เกิด Creep ได้เช่นกัน

การอ่านกราฟของ Creep จะใช้การเปลี่ยนรูป/เวลา คือ แกนตั้งเป็น Strain, แกนนอนเป็น เวลาครับ

ค่าความชันของกราฟที่อ่านได้ คือ Creep rate (แต่ถ้าเราอ่าน Creep ณ ช่วงเวลาหนึ่งจะเรียก Static Creep ครับ)

 

img_8671

 

กราฟนี้ได้จากการทดลองของชิ้น specimens จาก Long bone โดยใช้ส่วนของ Cortical bone ครับ

โดยใช้ Stress คงที่ = 60 MPa (Pa = N/m^2) แล้วจับเวลาเมื่อดูการเปลี่ยนแปลง Strain ที่เกิดขึ้น

(Bone เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติ Anisotropy คือขึ้นกับลักษณะของกระดูกที่รูปร่างไม่เหมือนกันในแนวตามขวางและตามยาว ทำให้คุณสมบัติทางกลศาสตร์ต่างกัน เมื่อเราให้แรงในแนวที่ต่างกัน)

พบว่า Creep ของ Bone มีลักษณะเหมือน Classic Creep curve ทั่วไป คือ ประกอบด้วย 3 ส่วน

ส่วนแรกสุด คือ เมื่อเวลา start กราฟจะชันมาก เรียก Primary Creep เกิดเริ่มต้นด้วย rate ที่เร็วสุดแล้วลดลงด้วยเวลารวดเร็ว

ส่วนที่ 2 Secondary Creep กราฟเกือบจะไม่มีความชัน และเกิดด้วย rate ที่เกือบจะคงที่ ช่วงนี้วัสดุจะไม่เปลี่ยนรูปจากเดิมมากนัก (หรือพูดอีกแบบคือ วัสดุจะต้านการเปลี่ยนรูปมากขึ้น)

ส่วนที่ 3 ความชันจะกลับมาอีกครั้ง rate สูงมาก จนวัสดุหัก,แตก หรือ ขาด เรียก Tertiary Creep

 

ความรู้นี้นำมาใช้สำหรับการให้แรงต่อปลาย beak ของ Physics forceps ที่กระทำต่อฟันคือ

1. Primary Creep จะเกิดที่ Alveolar process ภายในเวลา 1 นาที นับจากที่เริ่มออกแรงหมุนที่ด้ามคีม

2. ด้วยแรง constant force โดยไม่ต้องออกแรงบีบด้ามคีมเพิ่ม –> Alveolar bone ที่ปลาย beak รวมถึง PDL complex จะเข้าสู่ Secondary Creep จากนาทีที่ 1–> นาทีที่ 5

แต่เนื่องจาก Secondary Creep มี rate ที่ช้ามาก และทำให้เกิด Strain เพิ่มจาก Primary Creep อีกเพียง 10-20%  ส่วนใหญ่เวลาที่ใช้ประมาณ 1 นาทีจึงเพียงพอที่จะทำให้เกิด Bone Creep ที่เราต้องการ คือ Socket อ้าออก, PDL complex ถูกทำลาย (Creep rupture ของ PDL)

3. ถ้าเรายังคง hold ด้ามคีมด้วยแรงเท่าเดิม แล้วยังคง rotate คีมลงมาอีก เมื่อเวลาผ่านไปตั้งแต่ นาทีที่ 5 จะเข้า Tertiary Creep ทำให้กราฟเข้าสู่ความชันเร็วมาก เกิด Creep rupture ของ Bone คือ Bone จะ fracture ทันที  (ซึ่งเราไม่ต้องการให้มาถึง stage นี้ นั่นหมายความว่า ไม่ควรหมุนด้ามคีมเกินเวลา 4 นาที ฟันควรจะหลุดออกจาก Socket ได้แล้ว)

ในทางวัสดุศาสตร์การแตกหักจาก Creep เราจะเรียกว่า rupture

ดังนั้นถ้าเจอคำว่า rupture strength คือให้รู้ว่าเป็นการทดสอบความแข็งแรงของวัสดุต่อ Creep ที่มากระทำ และมีเฉพาะคำว่า Creep rupture (ไม่มี Creep fracture ในทางวัสดุศาสตร์ แต่อาจมีในภาษาทั่วไป)

ดังนั้น action ของการถอนฟันด้วย Physics forceps จะไม่มีการออกแรงเพิ่มเพื่อบีบด้ามคีมเด็ดขาด แต่จะใช้แรงระดับหนึ่งแล้วคงที่ เพื่อ hold คีมไว้  เมื่อปลาย beak เข้าตำแหน่งจึงจะเริ่มหมุนคีมในทิศที่ตรงข้ามกับฟันที่จะหลุดออก เพียงทิศทางเดียว แล้ว hold คีมไว้ไม่เกิน 1 นาที –> Primary Creep Socket เริ่มอ้าออก

หลังจากนั้นจึงหมุนเพิ่มขึ้นอีกช้าๆ ไม่เกิน 10-30 วินาที  ตอนนี้จะสิ้นสุด Primary Creep และเริ่มเข้าสู่ Secondary Creep—> PDL rupture ฟันจะ loose และลอยขึ้นจาก Socket ~ 1-2 มม.

 

 

 

หลักข้อที่ 3 ที่สร้าง Physics forceps คือความรู้เรื่อง Strength ของ Bone

โดยทั่วไปจะถือว่า Bone ทนต่อแรงอัด (Compressive strength) มากที่สุด และอ่อนแอต่อแรงเฉือน (Shear strength) มากที่สุด

แรงอัดคือ แรงกดจาก Bumper ที่จับ Buccal plate บริเวณ Mucogingival junction (สังเกตว่า Bumper ของคีมจะมีขนาดใหญ่เพื่อให้ cover พื้นที่ได้มาก สำหรับเป็น Compressive stress distribution ทำหน้าที่ประคอง Buccal plate ไม่ให้แตก ขณะหมุนคีม (ตำแหน่งของ Bumper ควรอยู่ apical ที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่ออนุญาตให้เกิดการหมุนคีมด้วยองศาของการหมุนที่มากพอ)

แรงเฉือนคือ แรงจากปลาย beak ที่ทำในแนวขนานกับ External root surface ลงไปสู่ PDL complex

ด้วยลักษณะที่มีการโอบประคองด้วย Bumper ทางด้านนึง อีกด้านนึงทาง Lingual plate เมื่อปลาย beak  ดันลงไป  Ligual plate จึงมีอิสระในการอ้าออกได้มากขึ้นไปอีก

 

img_9799

 

 

สรุปหลักการของ Physics forceps

1. การได้เปรียบเชิงกลของคานระบบที่ 1

2. Bone Creep

3. Strength & Stress distribution of Bone

4.การถอนฟันด้วยคีมชนิดนี้ จะไม่ออกแรงบีบด้าม (แต่ใช้การหมุนข้อมือแทน) และใช้เวลาในการถอนแต่ละครั้งมากสุดไม่เกิน 4 นาที

Link สำหรับคุณหมอที่สนใจครับ