Current recommendation สำหรับการทำ fix prosthesis ในฟัน Endo จากหนังสือ Pathways of the PULP 10th edition

11037562_809204265800954_5937790006513257442_n

ภาพนี้อยู่ในบทที่ 22 เรื่อง Restoration of the Endodontically Treated Tooth (หนังสือเล่มนี้มีทั้งหมด 30 บท)

ข้อสังเกตของผมคือ แนวคิดในการ Restore ค่อนข้าง conservative มากๆ สังเกตว่า จากรูปข้างบนเป็นคำแนะนำสำหรับฟันหน้า กรณีที่ใช้ Post&Core จะมีเพียง 2 กรณี คือ

1.ในฟันหน้าที่ถูกทำลายไปมาก แต่ยังมี remaining structure มากกว่าหรือเท่ากับครึ่งหนึ่งของเนื้อฟันทั้งหมด และยังมี Ferrule และต้องร่วมกับ Pt มี Occlusion load สูงๆด้วยนะ (เช่น Deep bite, Parafuntional habit)

2.ฟันที่ไม่มี Furrule แล้ว

….นอกจาก 2 กรณีนี้จะไม่ใช้ Post&Core เลย

ที่นี้ในกรณีที่เป็น ฟันหลัง

11262481_809207815800599_1726421356444333754_n

ผมลองค้นหาชื่อของอาจารย์ที่เขียนบทที่ 22 นี้ พบว่ามี 3 ท่าน คือ

Didier Dietschi D.M.D, PhD เป็นหมอ Oper

11078149_809208762467171_5107201394676859345_n

Serge Bouillaguet D.M.D ก็เป็นหมอ Oper ครับ

11263011_809209555800425_7986026261052494412_n

Avishai Sadan D.M.D ท่านนี้เป็นท่านเดียวที่เป็น Pros ครับ แต่ชื่อวางไว้หลังสุดในผู้เขียนบทที่ 22 นี้ จากทั้ง 3 ท่าน ผมเลยเดาว่า อิทธิพลของ Pros เลยน้อยกว่า Operative (ซึ่ง Oper จะมีแนวคิดทาง Conservative มากกว่า ในขณะที่ Pros จะ Over engineer มากกว่า)

11130164_809210429133671_8200816414363589299_n

film Pa ฟิล์มนี้ก็นำมาจากบทเดียวกันครับ

11216625_809215059133208_5010472251685036014_o

ท่านอาจารย์ผู้เขียนอาจจะมีประสบการณ์เจอเคสแบบในฟิลม์นี้มาเยอะ เลย recommend ให้ใช้ Post&Core ในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น คือ Pt มีแรงกัดสูงกว่าปกติ หรือ ฟันที่ถูกทำลายจนไม่มี Ferrule เหลืออยู่เลยเท่านั้นครับ

คล้ายๆ กัน คือ กรณีที่ใช้ Post&Core จะมีเพียงกรณีที่ฟันไม่มี Ferrule เท่านั้น

 

review หนังสือ ทันตกรรมจัดฟันในผู้ป่วยโครงสร้างใบหน้าประเภท 3

10407889_808501165871264_242680931182701996_n

ลักษณะทั่วไป: เป็นหนังสือปกอ่อน ปกเคลือบผิวด้าน อักษรที่ปกเป็รลายนูน สันปกแบบเข้ากาว ให้ความรู้สึกในการจับที่แน่นหนา เนื่องจากเป็นปกอ่อนทำให้งออ่านได้ง่ายไม่เป็นรอยยับ ให้สัมผัสที่ดีตลอดเวลาที่เปิดอ่านครับ

หนังสือเล่มนี้เพิ่งจัดพิมพ์เป็นครั้งแรก เมื่อปลายปีที่แล้วนี้เอง ความหนาโดยประมาณ 280 หน้า ราคาจากปกที่ระบุไว้ 1200 บาท รูปประกอบภายในเป็นรูปสีทั้งเล่ม

10155143_808511859203528_6342858927428556900_n

ความเนี้ยบของท่านผู้ประพันธ์หนังสือเล่มนี้ สังเกตได้จากสีที่ label ไว้เพื่อจัดกลุ่มของเนื้อหาเป็นหมวดหมู่ เนื่องจากภายในแบ่งเนื้อหาออกเป็น 10 บท แต่สามารถแบ่งกลุ่มทั้ง 10 บท เป็น cluster ได้เพียง 5 หมวดหมู่(ที่มีเนื้อหาอยู่ในกลุ่มเดียวกัน) การ label สีแบบนี้ ทำให้สามารถพลิกกลับมาเปิดซ้ำเพื่อ recall ได้ง่าย เวลาที่ต้องการอ่านซ้ำ

แสดงโครงสร้างของหนังสือ

11225254_808516015869779_5402164662690201297_n

การเรียงลำดับของเนื้อหา ท่านอาจารย์ผู้แต่งหนังสือ มีแนวคิดที่แข็งแกร่งและมั่นคงที่จะเดินตาม principle หลักที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจในเนื้อหาได้ โดยไม่ลืม review ความรู้ในระดับรากฐาน แล้วค่อยๆ เพิ่มความยากและซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่บทแรก จนถึงบทที่ 10

บทที่ 1 ท่านอาจารย์ต้องการให้เข้าใจ การ Diag และการแยกประเภท Skeletal Class III (แน่นอน เมื่อเป็นท่านอาจารย์ สมรตรี เรื่อง Growth ย่อมต้องติดมาด้วยเสมอครับ) เพราะต้องดู Hand wrist film เพื่อประเมินระยะอายุเริ่ม growth spurt และระยะอายุที่การเจริญของขากรรไกรสิ้นสุดลง พร้อมทั้งแนะนำเครื่องมือ Analyse ที่ใช้ 2 ตัวคือ Archial analysis (Sassouni) และ Steiner analysis ครับ

Archial analysis

11210435_808523862535661_1456011522155982304_n

Steiner analysis

11214162_808524029202311_3638774992889565509_n

บทที่ 2 เป็น Etiology ของ Skeletal Cl III ครับ —> Genetics, Congenital (Apert’s syndrome), Lesionที่ Pituitary gland, Abnormal habit, Incisal Guidance มีปัญหา, Early loss ของฟันกรามน้ำนม+Opposing tooth extrusion etc. รายละเอียดพอประมาณ บทนี้อ่านแพ้พเดียว จบซะแล้ว

ตั้งแต่บทที่ 3 ถึงบทที่ 5 (การนำเสนอแบบ Case study เริ่มตั้งแต่บทที่ 3 ไปจนจบบทที่ 10 ครับ) เป็น การรักษา Skeletal Cl III ในเด็กครับ ความเรียบง่ายเริ่มตั้งแต่ บทที่ 3 Anterior crossbite ไปที่ Skeletal Cl III with Mandibular Prognathism ที่ใช้ Chincap ในบทที่ 4 และ Skeletal Cl III with Maxillary Retrusion ที่ใช้ Protraction Headgear ในบทที่ 5

ทุกบทเน้นที่ การใช้ Biomechanics,หลักการพื้นฐาน,ข้อบ่งชี้ในการใช้ ค่อนข้างลงรายละเอียดให้เข้าใจง่าย (คือ ถึงไม่ใช่หมอ Ortho อ่านแล้วก็ยัง get ง่ายครับ) ทั้งรูปถ่ายผู้ป่วย Extra oral, Intra oral, ฟืลม์ OPG, ฟิลม์ Ceph, ภาพก่อน-ระหว่าง-หลังการรักษา, ข้อมูล Analyse, Tracing ครบครัน

ภาพประกอบจะประมาณนี้

10406809_808535329201181_4965865482735934916_n

หลังจากผ่านช่วงแก้ไข Skeletal Cl III ในเด็ก ด้วยเครื่องมือที่อาศัยแรงช่วยจาก Orthopedic force เพื่อ ชะลอหรือปรับเปลี่ยนทิศทาง growth ของ maxilla และ mandible เมื่อเดินทางมาถึงบทที่ 6 จะเป็นการเข้าสู่การแก้ Skeletal Class III ในผู้ใหญ่ที่ แก้ Compensate หรือ แก้แบบ Compromised ( แก้เฉพาะบางตำแหน่ง โดยไม่ต้องการแก้ไข Profile) แบบไม่ทำ Orthognathic Surgery

ความน่าสนใจของบทนี้คือ การแบ่งกลุ่มของ Case study จำนวน 8 case ออกเป็นความยากง่ายที่ต่างกัน แนวคิดที่ท่านอาจารย์เน้นมากคือ การหลีกเลี่ยงการ extraction ฟันล่างเพื่อ gain space ในการจัดฟันแบบ Compromised (เหตุผลคือ ยิ่ง Overcompensate ยิ่งทำให้มีโอกาส Relapse สูง และถ้าจะแก้ไขภายหลังด้วย Orthognatic surgery (กล่าวถึงอย่างละเอียดใบบทที่ 7,8,9 ต่อไป) การแก้ไขจะยิ่งทำได้จำกัดมากขึ้น (แก้ได้ไม่มาก)

บทที่ 7–> 9 เป็นเนื้อหาสำหรับ Orthognathic Surgery แต่เน้นทาง Treatment plan และ Biomechanics ทาง Ortho มากกว่า (เรื่องทาง Surgery ไม่ลงรายละเอียดของการทำ Lefort III,I, Bilateral Sagittal Split Osteotomy) แต่มี Subapical Osteotomy ที่ท่านอาจารย์อธิบายเพิ่มเติมให้พอเข้าใจครับ

บทสุดท้าย บทที่ 10 เรื่อง ปัญหาและความผิดพลาดของการรักษา Skeletal Class III เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบดบังและทับซ้อนของ Skeletal Class III และ Dental Malocclusion ที่ซ้อนทับกัน ยกตัวอย่างเช่น การพบ Anterior openbite ใน Skeletal Class III ในช่วงอายุ mixed dentition ทำให้ทันตแพทย์อาจตัดสินใจผิดพลาดไป พยายามแก้ Anterior openbite และ Tongue thrusting habit โดยไม่ได้คิดถึงการแก้ไข Skeletal Class III

สรุป เป็นหนังสือที่ดีมากครับ โดยรวมผมให้ 9/10 ผลที่ได้จากการอ่านช่วย recall ความรู้ทาง Ortho และเติมเต็มมุมมองได้มาก เวลาที่เราเจอ Pt.เด็ก โดยเฉพาะที่อยู่ในระยะ mix dentition ครับ ทำให้มีความมั่นใจขึ้นเยอะนะ เปิดโลกของ Class III ไปเลยครับ (สำหรับผมที่ทำงาน GP เป็นหลัก และ Pros เป็นงานรองนะครับ)

แค่ดูรูปของ Case Study ก็เพลินแล้วครับ คุ้มค่ามากสำหรับ 1200 บาท

ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่กรุณาเขียนหนังสือดีๆ มาให้พวกเราอ่านกันครับ

11015198_808549995866381_2136981630262300803_n

อันนี้ฝากไว้สำหรับเพื่อนๆ น้องๆ ที่สนใจอยากอ่านให้จุใจกว่าที่ผมรีวิวนะครับ

11263932_808551409199573_1663330976819873329_n

ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับผม

 11209546_808551889199525_1563745605465364889_n
13226681_990772677644111_3061519740322975822_n

แนวคิดของเครื่องกลพื้นฐานต่อการ design RPD

11200603_808098015911579_5621653385679654674_n

ที่เกี่ยวข้องกับแรงที่เกิดจากการ design RPD มีเครื่องกล 3 ชนิดแรก คือ คาน, ลิ่ม และพื้นเอียง

หลักการจำระบบคานทั้ง 3 ระบบ ใช้ “FREE” เรียงตามลำดับตำแหน่งที่อยู่ตรงกลาง คือ Class 1 มี Fulcrum อยู่กลาง, Class 2 มี Resistance ตรงกลาง และระบบสุดท้าย Class 3 มี Effort อยู่ตรงกลาง

ลิ่ม เช่น แรงที่เกิดในลักษณะที่วาง Embrassure rest ณ ตำแหน่งใดๆ เกิด Wedging effect ในการผลักให้ contact ของฟันที่วางเคลื่อนห่างออกจากกันเสมอ

แนวคิดของพื้นเอียง ต่อการวางตำแหน่งของ rest ที่สัมพันกับ long axis ในฟันหลัก เช่น กรณีการวาง Long rest สำหรับ abutment ที่มีการล้มเอียง

แนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยทางทันตกรรม พ.ศ.2558

17808_804444459610268_8352427001088274509_n

Guidline เล่มล่าสุดปี 2015 ถือเป็นการปรับปรุง มาตรฐานด้านความปลอดภัยทางทันตกรรมของประเทศไทย version ที่ 3 (นับจาก Guideline version แรกสุดที่ทำขึ้นในปี 2009 และตามมาด้วย version 2 ติดๆ กันในปี 2010 จากนั้นอีก 5 ปี จึงมาถึงเล่มปัจจุบัน 2015)

โดยหลักๆ การแบ่งหัวข้อของ Guidline จะเรียงลำดับตามธรรมชาติของขั้นตอนการปฏิบัติงาน คือ 1.พูดคุยกับคนไข้ 2.ให้การรักษา 3.การเตรียมเครื่องมือให้ปลอดเชื้อหลังเสร็จงาน 4.การบันทึกข้อมูลการรักษา 5.การประชุมภายในหน่วยงานเพื่อประเมืนความเสี่ยงทั้งที่เกิดขึ้นแล้ว และที่อาจจะเกิดขึ้น (หัวข้อที่ 5 นี้ ถือเป็นหัวข้อใหม่เอี่ยมล่าสุดที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาใน Guideline ล่าสุด 2015)

ถ้าเรียง step ตามตัวอักษร จะได้ CT-IRM –>Communication Treatment Infection control Record และ risk Management (ชื่อเต็มทุกหัวข้อ ให้เติมคำว่า Safe ไปข้างหน้าสุด)

Guidline ฉบับแรกสุดให้ความสำคัญกับ Treatment มาก จึงให้เรียงลำดับ Treatment มาเป็นหัวข้อแรกสุด แล้วตามด้วย Communication แต่ Guideline ฉบับต่อมา จะเปลี่ยนเป็นการเรียงในขั้นตอนการทำงานจริง CT-IRM)

Guideline ฉบับแรก

Guideline ฉบับที่ 2 และ 3 (ปัจจุบัน) ค่อนข้างเหมือนกันประมาณครึ่งเล่มเนื้อหาทั้งหมด โดยส่วนที่แตกต่างชัดเจนที่สุด คือ เล่ม 2015 จะเพิ่ม Risk Management มาเป็นหัวข้อแยกใหม่ต่างหาก

ส่วนที่แตกต่างรองลงไป คือ หัวข้อ I (safe Infection Control) เพิ่มรายละเอียดขึ้นมาก ละเอียดขนาดเริ่มตั้งแต่วิธีล้างมือ ไปจนวิธีการ pack ของเพื่อ Autoclave กันเลยทีเดียว และ ส่วนแตกต่างยิบย่อย แต่ถือว่าพิเศษ คือ การเปลี่ยน wording บางคำจากปี 2010 เช่น การตัดคำว่า “ส่งเสริมให้…” ออกทั้งหมดในทุกหัวข้อที่เคยเขียน มาใช้คำว่า “ควรให้…” แทนที่ ทำให้ระดับภาษาของการ Guide เข้มข้นขึ้นไปอีก step

นอกจากนั้นระดับความเข้มข้นในบางหัวข้อ ยังปรับเป็น “ให้…” (ไม่ใช้ “ควรให้”)

Guideline ฉบับปี 2010

Guideline ฉบับปี 2015