review หนังสือ การรักษาโรคในช่องปากที่พบบ่อย

1653571_844234408964606_7536910607339003755_n

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาพบว่า หนังสือ Oral med ออกมาหลายเล่มมาก (อาจเป็นเพราะคณาจารย์ Oral med ไฟแรงหรือ staff กลับมากันเยอะครับ) เท่าที่ผ่านตาผมพบ 5 เล่ม ที่อยู่ใน Oral med เป็นหนังสือจากคณะทันตแพทย์ 4 เล่ม และจากฝั่งคณะแพทย์ (เขียนโดยท่านอาจารย์ Skin) 1 เล่ม

ที่เลือกเล่มนี้มาให้อ่านก่อน เพราะ 1.เป็นหนังสือที่ update สุด (ตีพิมพ์ครั้งแรก เมื่อช่วงต้นปีนี้เองครับ) 2.เนื้อหาเน้น clinic และนำไปใช้ได้หลังจากอ่านจบ (คืออ่านจบแล้ว เอาวางไว้ใกล้ๆ โต๊ะทำงานเป็น reference ให้เปิดได้เร็วขึ้น)

และ 3.เป็นหนังสือที่ไม่เน้นการลงรายละเอียดในระดับ อณูชีววิทยา (molecular biology) ทำให้ทันตแพทย์ทั่วไปสามารถอ่านทำความเข้าใจได้ง่าย คล้ายๆ การอ่าน Oral med ต่อจากตอนเรียนจบ Undergraduate ครับ ต่อยอดความเข้าใจได้เลย (ผมพบว่า หนังสือ Oral med หรือแม้แต่ Perio ในยุคปัจจุบัน จะเน้น molecular biology มาก ลงลึกในระดับ Biochem และ Immuno จนยากที่จะทำความเข้าใจสำหรับหมอที่ไม่ได้อยู่ใน fied ของการทำงานวิจัยในคณะฯ ครับ อ่านและทำความเข้าใจยากมากๆ)

ความหนาของหนังสือค่อนข้างบางครับ ถ้าไม่รวม index ท้ายเล่ม จะอยู่ที่ 158 หน้า

11737946_844240698963977_5333687077106302216_n

เทียบความหนากับหนังสือ Pathways of The PULP ซึ่งอยุ่ด้านล่าง

10592887_844241235630590_8329606606014613025_n

เพื่อเป็นการลดต้นทุนของหนังสือ ท่านอาจารย์ไม่ใช้กระดาษอาบมัน แต่ใช้กระดาษธรรมดาในการพิมพ์ คุณภาพหมึกและ font ตัวอักษรที่ใช้อ่านง่าย ผมให้ในระดับที่ดีมาก ภาพประกอบสี เห็นรอยโรคชัดเจนมาก

11760091_844243878963659_8736704990261198208_n

พวก lesion ที่เป็น vesicle อย่างชัดครับ (ขนาดจริงๆ ตุ่มน้ำจะค่อนข้างใสนะ แต่รูปที่พิมพ์ก็ยังเห็นชัดครับ)

โครงสร้างหนังสือเล่มนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ 1.Principles ในการรักษาผู้ป่วย Oral med และ 2.การรักษาที่แยกเฉพาะโรค (Apthous,LE,Burning Mouth Syndrome,…)

11755228_844245532296827_8374768601003270886_n

เป็นหนังสือที่พูดถึง สมมติฐานการก่อโรคและลักษณะของอาการที่พบ โดยสรุป (ไม่ลงรายละเอียดมาก) แต่ที่น่าสนใจและหนังสือเล่มนี้เน้นมาก คือ การ Update ตำรับยาที่ใช้ treatment ครับ

คำว่า โรคที่พบบ่อย ที่มีในหนังสือ นับได้ทั้งหมด 11 โรค(และกลุ่มโรค คือ นับ โรคติดเชื้อเป็น 1 กลุ่มโรคครับ)

โรค Ulcer และ Vesicle

11742710_844248002296580_5154854222382712887_n

และที่เหลือ

10959330_844248218963225_3851543895455731902_n

อย่างที่บอกไว้ว่า เป็นหนังสือที่เน้น ยา รายละเอียดของยา จึงเขียนแยกเป็นรายตัว เหมือนหนังสือ Pharmaco ครับ

18202_844249838963063_8323834099182885135_n

มีทั้ง Phamacokinetics (ADME = Absorp,Distribute,Metabolism,Excretion=ร่างกายทำกับยา)

11053182_844252235629490_6963365392314909951_n

และ Phamacodynamics (กลไกที่ยาทำกับร่างกาย) แต่หนังสือเน้น Phamacokinetics มากกว่า

ยาที่ใช้ มีรูปแบบการแนะนำทั้งลักษณะบรรยายเป็นรายตัว(กลุม) และ การเขียนสรุปอยู่ในตาราง ทั้งชื่อทั่วไป ชื่อการค้า ขนาดยาโดยละเอียดครับ

11742656_844253522296028_8035965475382244396_n

 

ในราคาหนังสือ 300 มีทอน (20 บาท) สำหรับผู้ที่สนใจ Update ตัวเองต่อ skill ทาง Oral med ถือว่าคุ้มค่ามาก

วิธีอ่านหนังสือเล่มนี้ แนะนำว่า รอบแรกอย่าเพิ่งไปสนใจยาต่างๆ มากครับ อ่านแบบผ่านๆ ตัวยาไปก่อน เพราะท่านอาจารย์ให้ยามาเยอะมาก ทั้งยาที่เคยมีการใช้ ยาที่ไม่ใช้แล้ว (ใช้แล้วไม่ต่างจากยาหลอก) และยาที่ใช้ได้จริงในปัจจุบัน แล้วจะอ่านส่วนอื่นๆพร้อมดูรูปประกอบได้สนุกครับ

ส่วนตัวที่ชอบมาก คือ เรื่องยาแก้ปวด NSAIDs ในกลุ่ม COX-2 (COX-2 selective inhibitors) ที่ท่านอาจารย์ได้ทบทวนให้ครับ เรื่องนี้อยู่ในส่วนหลักแรกของหนังสือ คือ เรื่อง Principles ในการรักษาทั่วไปในส่วน Pain control

11745368_844258158962231_3858810067653889409_n

การเรียงลำดับของยาในตาราง ผมเดาว่า ท่านอาจารย์น่าจะเรียงตาม ความง่ายในการหาซื้อและราคาของยา เป็นหลัก

ยกตัวอย่าง ยาที่ใช้ treat minor aphthous ulcer เรียงตามลำดับ คือ Kenalog in orabase หลอดละ 32 บ., Dexaltin oral paste หลอดละ 40 บ. และ Solcoseryl แพงสุด หลอดละ 140 บ. ครับ

10430469_844533282268052_4701767455148756092_n

link สั่งซื้อหนังสือสำหรับผู้สนใจครับ

 

ลักษณะของ Vertical root fracture ที่สังเกตได้เลยใน Periapical film

ลักษณะที่เรียกว่า Halo effect หรือ Halo-like bone loss คือ ลักษณะ bone loss แบบ J-shaped radiolucency ซึ่งมีส่วนหัวของตัว J เริ่มจาก apically และส่วนหางของ J ลากยาวในทิศขึ้นไป coronally

จากรูป J-shape radiolucency pattern นี้จะเกิดขนานกับ root surface ด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น

10682173_832332613488119_5444099016203292329_o

…..(อันนี้นอกเรื่องนะครับ)…

คำว่า Halo effect ในความหมายทั่วไป (นอกจากอธิบายลักษณะ bone loss ใน periapical film) จะใช้กับ 1.พระอาทิตย์และพระจันทร์ 2.ทางจิตวิทยา

ในความหมายแรก Halo phenomenon ถ้าใช้กับ Sun และ Moon คำว่า Halo คือ การทรงกลด ซึ่งเกิดได้ทั้งกลางวันและกลางคิน จากแสงเดินทางผ่าน เกล็ดน้ำแข็งในเมฆที่ลอยอยู่ในระดับสูง เกิดการเดินทางผ่านและหักเหของแสงเป็น พระอาทิตย์ทรงกลด และ พระจันทร์ทรงกลด

11052859_832333266821387_4009629348798403466_n

Halo คือ รัศมีของแสงสว่างที่ล้อมโดยรอบ (เมฆที่ลอยในระดับสูงเกิดจากเกล็ดน้ำแข็งเท่านั้น ส่วนเมฆที่ลอยระดับกลางเกิดจากเกล็ดน้ำแข็งและน้ำเย็นยิ่งยวด(Super cool water= น้ำที่มีอุณหภูมิ 0 ถึง -39 องศาเซลเซียส แต่ยังมีสถานะเป็นของเหลว และเมฆที่ลอยระดับต่ำเช่น เมฆฝนหรือหมอกจะเกิดจากหยดน้ำเท่านั้น)

ส่วน Halo effect ในความหมายที่ 2 (ทางจิตวิทยา) คือ การเชื่อแบบเอนเอียง (bias) ของคนหนึ่งที่มีต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยถูกบดบังโดยลักษณะพิเศษบางอย่าง เช่น การเชื่อว่า คนหน้าตาดีคือคนที่มีจิตใจดี เชื่อใจและไว้ใจได้ (ทั้งที่จริงหน้าตาและจิตใจ เป็นสิ่งที่ไม่มีความสัมพันธ์แบบแปรตามกัน)

Halo effect ใน periapical film คือ ลักษณะ radiolucency ที่มีขอบเขตเสมือนรัศมีของพระอาทิตย์ทรงกลดและลักษณะ Halo effect ที่เฉพาะของ Vertical root fracture คือ J-shaped radiolucency โดยสรุป

มีการศึกษาพบว่า ถ้ามุมในการถ่าย Pa film อยู่ในระนาบเดียวกับ crack line แตกต่างกันไม่เกิน 4 องศา จะสามารถ detect Vertical root fracture จากใน film ได้ ดังนั้นในกรณีที่สงสัย จึงแนะนำให้ถ่าย Pa โดยเปลี่ยน angulation ของ X-ray ในหลายๆ มุม

11698782_832340783487302_2770192851910890807_o

รูป B เปลี่ยนมุมยิง X-ray จากรูป A

ตัวเลขโอกาสเจอ Vertical root fracture จาก Pa film อยู่ที่ 35.7% (หมายถึง โอกาสเห็น crack line เลยนะครับ ไม่ใช่ลักษณะ J-shaped radiolucency)

 

 

สัญญาณที่บ่งบอกถึงการมี Vertical root fracture ในทางคลินิก

เท่าที่เจอมา ใน case ที่ filling ไปดีมาก แต่วัสดุอุดหลุดออกมาโดยหาสาเหตุไม่ได้ครับ ใน case เหล่านี้ ฟันอาจมีชิ้นส่วนที่ขยับจากรอย crack จนทำให้วัสดุค่อยๆ loose และหลุดออกมาในที่สุด

อีกกรณีที่ต้องคำนึงถึง คือ ทดสอบได้ว่าฟันมี pulp necrosis โดยไม่พบข้อบ่งชี้เฉพาะ ไม่พบ deep caries หรือ มี filling ที่ตื้นมาก แต่ฟันกลับตาย (ในรูป ด้าน Distal ของ root พบ Oblique vertical root fracture)

11161703_832322356822478_6286510204548806834_o

อีก case สังเกต filling ตื้นมาก แต่ฟัน non-vital และพบรอย crack ทางด้าน distal เมื่อถอนออกมาแล้ว

11357081_832323226822391_8097463193684206960_o

ลักษณะการ Probing ที่เป็นลักษณะเฉพาะ deep,narrow และเฉพาะจุด เพราะเกิด bone dehiscence ในตำแหน่งที่มี Vertical root fracture

10285773_832323816822332_4146709042589655179_o

การฉายแสงหรือใช้ Dye penetration ช่วย (โดยส่วนตัววิธีนี้ทำให้เกิด False positive เยอะมาก ควรใช้อย่างระมัดระวังครับ)

11222995_832324350155612_9073099188812274938_o

อธิบายคือ แสงเสมือนเป็นคลื่นที่เดินทางผ่านตัวกลางที่สม่ำเสมอ แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงของดัชนีหักเหโดย crack ทำให้การดูดซึมและสะท้อนในตัวกลางที่เปลี่ยนไป เห็นเป็นชิ้นส่วนที่สว่าง+crack+ชิ้นส่วนที่มืดลง

Alginate ที่ไม่คุ้นเคย

11232944_825889167465797_5563349904964219092_n

ผมสะดุดตาหนังสือเล่มนี้เพราะคำว่า “อัลจิเนต” และวางอยู่ในแผงหนังสือของ Pharmacy ครับ หนังสือแต่งโดย ร.ศ.ธเนศ พงศ์จรรยากุล ท่านเป็นอาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีเภสัชกรรม คณะเภสัชฯ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ความรู้พื้นฐานเรื่อง Alginate ของผมต้องระลึกย้อนไปนานมากจากหนังสือทันตวัสดุของท่านอาจารย์ เจน รัตนไพศาล และหนังสือ Phillips’science of dental materials ของ Kenneth J. Anusavice (หนังสือ Dent Mat ทั้ง 2 เล่มนี้ มีหลายๆสิ่ง ที่คล้ายกันมาก)

แต่แตกต่างกัน คือ หนังสือ Dental Materials ของท่านอาจารย์ เจน รัตนไพศาล ได้รับการตีพิมพ์เพียง 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกปี พ.ศ.2522 และครั้งที่ 2 (ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย) คือปี พ.ศ.2533 ครับ (ท่านอาจารย์ถึงแก่อนิจกรรมด้วย Heart failure เมื่อปี พ.ศ.2541)

หนังสือทันตวัสดุ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ความหนาเกือบ 600 หน้า

10665889_825894307465283_2709645691316170383_n

ในขณะที่หนังสือ Dent Mat ของ Anusavice ตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบันคือ 12th edition ละครับ

โดยพื้นฐาน Alginate ที่ใช้เป็น impression material ของทันตแพทย์ และที่ใช้เพื่อเป็นส่วนผสมในตัวยาในทางเภสัช มันคือ Alginate ตัวเดียวกันครับ

สิ่งที่เราเข้าใจตรงกัน คือ Alginate เป็น Polymer ชนิดเชิงเส้น (Linear polymer)

คำว่า เชิงเส้น คือ ประกอบด้วยหน่วยย่อย (monomer) ต่อเรียงกันเป็นโซ่เส้นยาวๆ

สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือ monomer ของ Alginate ที่เขียนในหนังสือทันตวัสดุ คือ การต่อกันเป็นสายยาวๆ ของ Beta-d-manuronic acid เพียงชนิดเดียว (เหมือนกันทั้งในหนังสือ อาจารย์เจน และ Anusavice ครับ)

แต่ในหนังสือของ ร.ศ.ธเนศ monomer ของ Alginate จะประกอบไปด้วย monomer 2 ชนิดประกอบกันเป็น chain คือ Beta-d-manuronic acid (เหมือนใน Dent Mat) และ Alpha-L-guluronic acid

B-d-manuronic acid แทนด้วย M และ Alpha-L-guluronic acid แทนด้วย G

1888537_825901700797877_4819107941640191477_n

(จะสังเกตว่า รายละเอียดเรื่อง Alginate ของทางเภสัช มีรายละเอียดที่เยอะกว่าของเรามากครับ ถ้าเข้าใจว่า ทันตแพทย์รู้เรื่อง Alginate มากกว่าเภสัชกร นี่นับเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนแน่นอนครับ)

ในทางทันตแพทย์ เราถือว่า Alginate เป็นสิ่งที่ไม่ให้คนไข้กลืนลงคอเข้าไปใน GI แต่ตรงกันข้าม สำหรับหนังสือเล่มนี้แล้ว Alginate ในฐานะที่ทั้งเป็นส่วนประกอบหลักของยา (active ingredient) และในฐานะเป็นส่วนประกอบเสริม(สารปรุงแต่งยา(excipient)) ล้วนเป็นสิ่งที่คนไข้กลืนและกินได้ทั้งสิ้นครับ

ขอยกตัวอย่างหนึ่ง(จากในหนังสือเล่มนี้) เป็นยาที่คนทั่วไปคุ้นเคย

คือ ตำรับยา Gaviscon ยารักษาโรคกรดไหลย้อน (Gastro-esophageal reflux disease) ที่ใช้ Alginate เป็นส่วนประกอบหลักของยา

10660243_825905070797540_4564187695442314880_n

Alginate ใน Gaviscon จะเปลี่ยนเป็น Algenic acid เมื่อมันสัมผัสกับกรดในกระเพาะ

Alginic acid ที่เกิดขึ้นมีคุณสมบัติไม่ละลายน้ำ (เหมือนกลไกการผสมวัสดุพิมพ์ปาก Alginate คือ ตอนแรก Alginate จะละลายน้ำได้กลายเป็น Alginate salt เมื่อ Alginate salt ทำปฎิกิริยาต่อไป (กับ CaSO4) ได้ Alginate ชนิดที่ไม่ละลายน้ำ (คือผันกลับปฏิกิริยาไม่ได้อีกต่อไป))

เมื่อไม่ละลายน้ำ Alginate ใน Gaviscon จะต่อกันเป็นสายและมีจำนวนมากขึ้นจนกลายเป็นแผ่น polymer คล้ายแพขึ้นในของเหลวบริเวณส่วนบนของกระเพาะที่ติดต่อกับหลอดอาหาร (Raft-forming agent =สารก่อเกิดแพ) แพนี้จะทำหน้าที่ยึดติดบริเวณ mucous membrane ป้องกันการไหลย้อนของกรดขึ้นไปสู่หลอดอาหาร ในที่สุด

สาหร่ายทะเลสีน้ำตาล (Laminaria hyperborea) แหล่งกำเนิดของ Alginate ในธรรมชาติ (พบได้ปริมาณ 40% ของน้ำหนักแห้งของสาหร่ายใน family นี้) หลังจากผ่านขบวนการสกัด เพื่อให้ได้ Alginate ในรูปที่ละลายน้ำได้ คือ โซเดียมอัลจิเนต (Na Alg กับ Alginate คือสิ่งเดียวกัน เป็นคำที่ใช้เรียกแทนกัน)

11214323_825913250796722_1977711161527831815_n

link   สั่งซื้อหนังสือ อัลจิเนต พอลิเมอร์ธรรมชาติสู่ระบบนำส่งยา สำหรับผู้ที่สนใจอ่านเพิ่มเติมครับ