มา Update เรื่อง IC กันหน่อย

สารภาพว่า งานประชุมนี้ผ่านมาได้เกือบปีแล้วครับ คือตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ. 2560 เป็นงานของทันตแพทยสภา จัดขึ้นเพื่อความปลอดภัยทางทันตกรรม เป็นการยกระดับคลินิกทันตกรรมขึ้นสู่ TDCA (Thai Dental Clinic Accreditation)

คำว่า คลินิกทันตกรรม ไม่ได้หมายถึง คลินิกเอกชนอย่างเดียว แต่ครอบคลุมคลินิกในสถานพยาบาลทั้งหมดทั้ง รพ.รัฐ, รพ.เอกชน ด้วย

เนื้อหาหลักที่จะนำคลินิกไปสู่ TCDA ทั้ง 100% มีอยู่เพียงเรื่องเดียวคือ IC (Infection Control) ครับ

เนื้อหาการบรรยายทั้งหมดยกมาจาก Slide ของท่านอาจารย์  ทพญ.ศศิธร สุธนรักษ์ ซึ่งเป็นการบรรยายในช่วงเช้าของงานประชุมทั้งหมดครับ

22196355_1824848967529511_7430413473837915016_n

 

มาเริ่มกันเลย

22090135_1824850654196009_2305255456436747903_n

โรคติดต่อในคลินิกที่เรากลัว คือ โรคที่เกิดจากเชื้อโรคที่ฟุ้งกระจายไปกับละออง ทั้งละอองขนาดใหญ่ (>50 um เรียก splatter,droplet) และละอองขนาดเล็ก (<50 um เรียก aerosol หรือ droplet nuclei) โดยผ่านการสัมผัสโดยตรงและทางอ้อม ทั้งจาก เครื่องมือ, การกระเด็น และพื้นผิวต่างๆ

 

 

จึงเป็นที่มาของ IC strategies ต่างๆ (มาตรการควบคุมการติดเชื้อ) ในคลินิกทันตกรรม

22154557_1824856440862097_851731344268782622_n

หัวใจหลักของ IC คือ ทำยังไงก็ได้เพื่อตัดวงจรการก่อโรคในคลินิก ตามหลักปฏิบัติที่กำหนดโดยหน่วยงานต่างๆ เช่น CDC (Centers of Disease Control& Prevention), FDA (Food&Drug Administration), OSHA (Occupational Safety and Health Administration)

มาตราการ IC จะเริ่มจากระดับที่เบาที่สุด ไประดับเข้มข้นที่สุด ดังนี้

1.Universal Precautions คือ ใช้หลักสากลไปเลยเสมือนว่า ผู้ป่วยทุกคนที่เดินเข้ามารับการรักษามีเชื้อ HIV และเชื้อโรคที่ติดต่อทางเลือดอยู่

 

2.Standard Precautions คือ การยกระดับของ Universal Precaution ให้ครอบคลุมไปถึงสารคัดหลั่งและของเหลวในร่างกายทั้งหมด (ไม่รวมเหงื่อ) (Universal Precaution ครอบคลุมเฉพาะ เลือด) และมีการสัมผัสกับ non-intact skin และ mucous membrane

22195785_1824881810859560_8171572117314966085_n

 

3.Transmission-based Precaution คือ มาตรการเสริมที่เพิ่มขึ้นมาจาก Standard Precaution เพื่อใช้กับผู้ป่วยทันตกรรมที่เราทราบว่า เขาเป็นโรคติดต่อแน่ๆ หรือ สงสัยว่ามีโอกาสเป็นโรคติดต่อชนิดใดชนิดหนึ่งอยู่

22154300_1824885580859183_3151364554704476502_n

 

Transmission-based Precaution จะประกอบด้วยส่วนประกอบย่อย 3 ขัอ คือ

3.1 ป้องกันการแพร่กระจายจาก Contact

22141087_1824887554192319_3725436845014729251_n

ในกรณีอยู่ห้องรวม 3 feet separating คือ จัดให้ผู้ป่วยอยู่ห่างจากผู้ป่วยคนอื่นอย่างน้อย 3 ฟุตครับ

หมอต้องใช้เสื้อกาวน์และถุงมือทุกครั้งที่เข้าสู่บริเวณที่จะรักษาผู้ป่วยและถอดอุปกรณ์ป้องกัน (PPE, Personal Protective Equipment, หมวกคลุมศรีษะไม่จัดเป็น PPE) ทันทีเมื่อออกจากบริเวณนั้น

 

3.2 ป้องกันการแพร่กระจายจาก droplet ที่ฟุ้งกระจายออกมา

22196479_1824888154192259_5306054522913519151_n

มีการแยกห้อง ไม่อยู่ห้องรวม และมีม่านกั้นระยะห่าง 3 ฟุต

 

3.3 ป้องกันการแพร่กระจายจาก droplet nuclei (Aerosol) (จุดแบ่งจาก droplet ที่ 50 um)

22090160_1824889920858749_5071521896528385733_n

ห้อง AIIR คือ ห้องพิเศษที่มีแรงดันอากาศในห้องเป็นลบ ทำให้ลม flow จากนอกห้องเข้ามาในห้อง แต่ไม่สามารถไหลย้อนออกไปทางเดิมได้ และมีระบบระบายอากาศที่ต่อกับเครื่องกรองอากาศเฉพาะ ไม่รวมกับห้องอื่น

หมอต้องใส่ mask N95 ตลอดเวลาที่ทำการรักษา และควรรักษาเฉพาะงาน emergency

การใช้มาตราการ Transmission-based จะจำกัดเวลาเฉพาะในช่วงที่ ผู้ป่วยมีโอกาสแพร่เชื้อนั้นอยู่ ถ้าพิสูจน์ได้ว่า กำจัดเชื้อนั้นๆ ได้หมดแล้วก็จะหยุดใช้มาตรการนี้

 

4.Isolate Precautions คือ มาตรการ IC ที่ใช้ Standard + Transmission-based

22279968_1824903054190769_2232448919807709373_n

 

การล้างมือ (Hand washing) เป็นองค์ประกอบแรกสุดของ IC ในหลักการของ Standard Precautions ที่กำหนดโดย CDC

22140775_1824911880856553_3794111207164132918_n

ข้อแนะนำของการล้างมือ คือให้ล้างทั้งก่อนและหลังการใส่ถุงมือ

เพราะเชื้อโรคทั้ง normal flora และ transient flora สามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วภายใต้สภาวะชื้น,อุ่นภายในถุงมือ โดยอาจเพิ่มจำนวนได้ 2000 เท่าในเวลา 30 นาที

22141301_1824917904189284_2902406927236146817_n

 

การจัดการเครื่องมือทางทันตกรรม

Spaulding classification (โดย Dr.Earle H.Spaulding ปี ค.ศ.1939)

22154398_1824923864188688_6301423586150066823_n

non-critical item คือ เครื่องมือที่ไม่ได้ contact กับช่องปาก แต่มีโอกาส contaminate จากสารคัดหลั่งโดยการสัมผัสหรือกระเด็นจาก droplet

semi-critical item คือ เครื่องมือที่ contact mucous membrane หรือ ฟัน แต่ไม่ได้แทรกผ่าน mucous membrane หรือ ฟัน

critical item คือ แทรกผ่าน mucous membrane หรือ ฟัน

 

 

22195665_1824928630854878_8980016163342127241_n

Pre-cleaning คือ ขบวนการแช่เครื่องมือในน้ำสะอาดหรือสารเคมีสำหรับแช่เครื่องมือ ในกรณีที่เครื่องมือยังไม่ถูกทำความสะอาดทันทีหลังใช้ จุดประสงค์ของ Pre-cleaning เพื่อป้องกันการแห้งของเลือดและน้ำลายที่ติดมากับเครื่องมือ  ทำให้การ cleaning ในเวลาต่อมาง่ายขึ้น

 

Disinfection คือการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อยู่บนสิ่งไม่มีชีวิต เพื่อทำลายเชื้อก่อโรคที่ไม่รวมสปอร์ของแบคทีเรีย โดยการใช้สารเคมี (Disinfectant)

 

22195807_1824933604187714_1217131060993820782_n

CDC แบ่งประเภทของ Disinfectant ไว้ 3 ระดับ

High level คือ Disinfectant ที่มีฤทธิ์สูงที่สุด ฆ่าเชื้อทุกชนิด รวมทั้งสปอร์ของแบคทีเรีย

Intermediate level คือ สารเคมีที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้กว้างมาก ฆ่าได้หลายชนิดรวมถึงเชื้อ TB แต่ยังไม่สามารถทำลายสปอร์ได้

Low level จะใช้ทำความสะอาดพื้นผิวทั่วไป เช่น พื้นห้อง ไม่ควรนำมาใช้กับเครื่องมือทางทันตกรรม เพราะฤทธิ์ต่ำมาก

 

22228413_1824943577520050_7041925785985842710_n

 

แสดงความสัมพันธ์ของ การจัดแบ่งเครื่องมือตามความเสี่ยง (Spaulding classification) กับ ระดับในการขจัดสิ่งปนเปื้อน

22154152_1824952057519202_3499168444712715316_n

 

ภาพแสดงการทำความสะอาด และ ห่อ (packaging) ด้ามกรอฟัน (Handpiece) ที่ผิดวิธี

22196485_1824958054185269_6139235043964597996_n

 

กระบวนการทำให้เครื่องมือปราศจากเชื้อ (Sterilization) ถือเป็นการฆ่าเชื้อระดับสูงสุดที่สามารถพิสูจน์ได้

การ Sterilization ในรูปแบบของไอน้ำร้อน ด้วยหม้อนึงอัดไอน้ำจึงต้องมีการตรวจสอบว่า มีประสิทธิภาพหรือไม่?

หนึ่งในวิธีที่ใช้ตรวจสอบคือ ตัวบ่งชี้ทางเคมี เช่น เทปบ่งชี้ (indicator tape)

22281999_1824967074184367_6951540960907038670_n

ตำแหน่งที่ใส่ควรอยู่ตรงกลางหีบห่อ เพื่อทดสอบว่าภายในห่อได้อุณหภูมิตามที่กำหนดหรือไม่?

 

ตัวบ่งชี้ต่อมา คือ ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (BI, spore test) จัดเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของ Autoclave ที่เชื่อถือได้มากที่สุด

ถ้าเชื้อขึ้น หรือได้ผล positive อาจหมายถึง User error หรือ Autoclave error ก็ได้ ต้องมีขบวนการ recheck ข้อผิดพลาดของ User, มีการทำ Spore test ซ้ำ, ส่ง Autoclave ให้ช่างตรวจสอบ, เรียกเครื่องมือ lot ที่เพิ่งผ่าน Autoclave กลับคืน (recall)

 

22221676_1824970544184020_4006882197071672556_n

 

CDC แนะนำให้ทำ spore test สัปดาห์ละครั้ง

22154257_1824975880850153_7119158732360917993_n

 

และการทำ Spore test ทุกครั้ง ต้องมีหลอด control ด้วย (หลอด control ต้องให้ผล positive เสมอ)

22279869_1824977004183374_6721203696605669347_n

 

ตัวอย่างการออกแบบบริเวณ Cleaning area และ Sterile area แบบรูปตัว U ในกรณีที่มี Space จำกัด

22196007_1824980044183070_5194733667001723536_n

 

ในขบวนการ Cleaning ท่านอาจารย์เน้นเรื่อง Pre-cleaning (Pre-soaking) ครับ

คือ ถ้าหวังแต่ใช้ Disinfectant หรือ Autoclave โดยละเลยการแช่น้ำ หรือสารเคมีฆ่าเชื้อ และทำความสะอาดคราบเลือด คราบน้ำลายออกก่อน ย่อมไม่ได้จุดประสงค์ในหัวใจหลักของ IC  การ Pre-cleaning จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในขบวนการ Cleaning

22196246_1824988050848936_6534737845778211829_n

 

การทำความสะอาดพื้นผิวในคลินิก ประกอบด้วย

1.การคลุมพื้นผิว (Cover) ด้วยวัสดุที่ป้องกันการซึมผ่านของของเหลว เช่น แผ่น wrap  ข้อคำนึงคือ ต้องเปลี่ยนทุกครั้งก่อนจะรับผู้ป่วยคนต่อไป

2.การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิว ต้องทำความสะอาดคราบเลือดและน้ำลายออกก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงตามด้วยการใช้ Disinfectant พ่น spray แล้วเช็ดตามเวลาที่ผู้ผลิต Disinfectant นั้นแนะนำ (spray น้ำยาทิ้งไว้กี่นาที ก่อนเช็ดออก)

22141271_1824994044181670_4446133613781965250_n

 

การฆ่าเชื้อสำหรับ Alginate impression

  1. rinse ด้วยน้ำไหล
  2. จุ่ม impression ในสารละลาย NaOCl  0.5% ซ้ำหลายๆครั้ง เพื่อให้น้ำยาสัมผัส impression จนทั่ว
  3. ห่อ impression ด้วยผ้าก๊อซชุบ NaOCl แล้วใส่ในถุงพลาสติก ทิ้งไว้ 10 นาที
  4. นำรอยพิมพ์มา rinse ด้วยน้ำไหล แล้วจึงนำไปเทแบบ

22196481_1824999207514487_4886849160705027840_n

 

ผมเก็บ Slide ได้ทั้งหมดเท่านี้ครับ และพยายาม recall สิ่งที่ท่านอาจารย์ lecture เท่าที่ทำได้ ถ้าใครมีสิ่งใดแนะนำเพิ่มเติมเชิญ comment ได้ตามสบาย ยินดีครับ

 

 

 

 

 

 

 

วิธีทำ Endosarn 2.0 ให้เป็น Endosarn 4.0

มีพัสดุซองหนึ่งส่งมาหลายวันแล้วครับ แต่เห็นเป็นซองขนาดเล็กเลยไม่ได้สนใจมาก จนวันนี้ว่างพิจารณาดูอย่างละเอียด แปลกใจว่ามาจาก ชมรม Endo เลยแกะซองทันใด ระหว่างแกะออกมาก็พยายามนึกว่า มันคืออะไร?

20597062_1764400253574383_2098875527349675346_n

จนกระทั่ง

20597291_1764402263574182_3176026512734599247_n

ด้วยความงุนงงว่า เราน่าจะพลาดอะไรไปแล้วเลยเปิด เพจ ThaiEndodontics จึงค่อยได้คำตอบ

20604310_1764405743573834_502690185841861948_n

โดยความเห็นส่วนตัว เข้าใจว่าท่านอาจารย์ในชมรมคงยังไม่ลงตัวว่า จะเปิดทางให้ download content แบบเฉพาะสมาชิกได้ด้วยวิธีไหน? จึงต้องใช้วิธีแจกเป็น CD แบบนี้มาก่อน ซึ่งแน่นอนว่า สำหรับสมาชิกหลายท่านน่าจะมีปัญหาพอสมควรเพราะ CD-Drive หรือ Combo-drive อาจไม่มีอยู่ใน PC/Notebook/Mac แล้ว และหนักไปกว่านั้น อุปกรณ์ Mobile device ทั้ง Android tablet, iPad หรือแม้แต่Microsoft ที่ไม่มี Optical drive แต่ต้องพึงพา External optical drive เรียกว่าแทบจะไม่มีทางเชื่อมต่อโดยตรงกับ Content ของ Endosarn ที่อยู่ใน CD ได้เลย

และถึงแม้จะมี Optical drive แต่อุปสรรคในการนำไปอ่านติดตัวคล้ายๆ หนังสือวารสารแบบเดิมก็ยังลำบาก

 

ผมจึงนำเสนอวิธีที่จะเปิดอ่านวารสาร Endosarn ปีที่ 22 ฉบับที่ 1/2560 พกพาติดตัวไปได้ใน Mobile device ทุก OS ครับ

มาเริ่มกันเลย

20638156_1764412486906493_3481828429488586982_n

 

  1. ใส่ CD เข้า Optical drive ครับ ขั้นตอนนี้แน่นอนว่า ต้องมี 2 สิ่งนี้ก่อน คือ PC และ Drive อ่าน DVD/CD

20596953_1764414823572926_6756245562221258320_n

 

2. Browse เข้าไปใน This PC เพื่อ explore เข้าไปที่ Drive ที่ CD นี้อยู่ครับ

ในเครื่องของผม DVD RW Drive จะอยู่ที่ Drive E ตามรูป

ใน Drive E จะแสดงประเภทของการเปิดอ่านตามอุปกรณ์ที่ผู้อ่านต้องการครับ คือ

ถ้าท่านต้องการใช้เครื่องตระกูล Mac ของ Apple สำหรับอ่านวารสารฉบับนี้ ให้กดเข้าไปใน “for mac”

ถ้าต้องการอ่าน Endosarn เล่มนี้ในเครื่อง PC หรือ Notebook ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows ให้กดเข้าไป “for pc”

จะเจอไฟล์ “ENDOSARN_22-1.EXE” ให้ double click เพื่อเปิดไฟล์อ่านวารสารได้เลยครับ

ในกรณีที่ท่านใช้ Windows tablet หรือ Notebook ชนิด 2 in 1 (ถอดหน้าจอจาก keyboard ได้) ให้ copy ไฟล์นี่เก็บไว้ในเครื่อง แล้วสร้าง Shortcut เปิดอ่านวารสารได้ครับ แต่ในความเห็นของผม การอ่านด้วยวิธีนี้ ไม่ค่อยเป็นมิตรกับ battery ของเครื่องนัก เพราะมีการใช้ flash player เป็นตัวแสดงผลครับ ค่อนข้าง load CPU และ Drain battery มาก

(แนะนำให้ใช้วิธีด้านล่างที่ผมจะพูดถึงสำหรับเปิดอ่าน น่าจะดีกว่า)

20604205_1764427800238295_1289838099774382549_n

 

แต่ในที่นี้ เราสนใจเฉพาะการนำ Endosarn เข้าไปอ่านในอุปกรณ์พกพา เราจึงกดเข้าไปใน folder ล่างสุดคือ “for web mobile compatible” ครับ

20597145_1764416356906106_4229015786509596045_n

 

3. ต่อไป กดเข้าไปใน folder นี้ครับ

20621313_1764431043571304_2064064026285417680_n

 

4. ภายใน เราจะพบหน้านี้

20621101_1764431830237892_6468956912677254741_n

 

5. กดเข้าไปใน folder “files” ครับ

20604290_1764433386904403_751712250347345773_n

จะพบหน้านี้

ถ้าลองเปิด folder “mobile”

20620991_1764435423570866_1781080119285149414_n

จะพบว่า เต็มไปด้วยรูปเยอะมาก ใช่ครับมันเป็น folder ของรูปทั้งหมด

20616793_1764439323570476_3794680308891568167_o

 

6. ok ครับ ตอนนี้ให้ click กลับออกมาที่ folder “mobile” เหมือนเดิม

20620991_1764435423570866_1781080119285149414_n

แล้วให้ click ขวาที่ mouse เพื่อ copy folder “mobile” นี้ไปไว้ที่ใดก็ได้ใน Hard disk ของเครื่องคอมของท่าน ในที่นี้ผม copy ไปไว้ใน folder “Pictures” ของ Notebook ของผมครับ

20545187_1764446550236420_429379706903363886_o

 

7. เมื่อ copy complete ให้ทำการ rename ชื่อ folder “mobile” ไปเป็นชื่ออื่น ในที่นี้ผมตั้งชื่อใหม่เป็น “Endosarn22.1” ครับ

20638333_1764445590236516_6808241221834332773_n

จาก folder “mobile” เป็นชื่อใหม่

20604359_1764450916902650_3908880941203051972_n

 

ขั้นตอนนี้จริงๆ ต้องบอกว่าเสร็จสิ้นแล้วครับ

ถ้าท่านมี Android tablet หรือ Windows tablets ให้ท่านเชื่อมต่ออุปกรณ์กับคอม แล้ว Drag&Drop folder นี้ลง tablets ได้เลย หรือ ถ้าท่านใช้ Cloud ต่างๆ ก็ Drag&Drop ลง Cloud ของท่านเลยครับ

แต่ถ้าท่านมีอุปกรณ์ iOS นอกจากจะใช้ iCloud เราสามารถใช้ iTunes ตามวิธีมาตรฐานได้ครับ

ยกตัวอย่างคือ ผมจะนำเข้าไปอ่านใน iPad นะครับ

1.เชื่อมต่อ iPad ด้วย iTunes

20604367_1764466040234471_2234779940769921503_n

2. เลือก sync Photos ใน folder “Endosarn22.1” ที่อยู่ใน Notebook

20621115_1764468453567563_5571012210185080416_n

3. กด Sync ครับ

20597425_1764469346900807_8082997678942337028_n

4. รอครับ

20638344_1764469910234084_2529211727610558627_n

5. เมื่อเสร็จแล้ว เราเปิดดูใน app Photos ของ iPad ใน Albums จะพบ Endosarn22.1 อยู่ใน My Albums ครับ

 

20604527_1764474946900247_6492834758002420673_n

เปิดเข้าไปดู

20621816_1764475910233484_3125357731796373584_n

 

ได้วารสารเข้าไปอ่านข้างหมอน อ่านไม่จบตื่นเช้าเอาติดตัวไปทำงานก็ยังได้ และลด space การจัดเก็บบนหิ้งหนังสือไปอีก 3 มม.

ส่วน CD ที่ท่านได้มาก็ส่งต่อไปให้เพื่อนๆ ได้ครับ ไม่จำเป็นต้องเก็บไว้แล้ว (เรา copy folder for mac, for pc เก็บไว้ใน Hard disk คอมของเราก็ได้ครับ ถ้าไม่แน่ใจว่า อาจต้องใช้อีกในอนาคต)

20621011_1764477630233312_7998965305636038211_n

Enjoys the journal นะครับ

20526244_1764479376899804_1869355556473692536_n

 

 

 

 

 

 

 

หาก lesion นั้นยังคงเดิมไม่เปลี่ยนอะไร จะยังจำได้เหมือนวันวานที่ผ่านมาไหม? review: หนังสือความผิดปกติในช่องปากและทางผิวหนังในผู้ป่วยโรคหลายระบบ

 

โดยทั่วไปการแยกลักษณะรอยโรค Oral mucous membrane ของหนังสือและ textbook วิชา Oral medicine ในฝั่งทันตแพทย์ จะใช้การแยกโรคที่เป็นเอกลักษณ์ นั่นคือ การแยกโรคตามสีที่เห็นครับ (หมายความว่า ถ้า Oral lesion นั้นมีสี ขาว,แดง, blue, black) และถ้าไม่มีสีก็จะใช้การแยกตามลักษณะที่มองเห็น เช่น เป็นตุ่มน้ำใส, บวม, เป็นก้อน benign เป็นต้น

ยกตัวอย่างหนังสือ Oral med ของไทยที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษเล่มนี้ครับ

20108342_1737922579555484_8909153137482394386_n

ลักษณะการแยกรอยโรคตามสีที่เห็น

19956759_1737922799555462_86062425986499974_o

20023747_1737922839555458_9218813193822263122_o

อิทธิพลของการ Diff Dx รอยโรค White lesion ที่มีต่อการมอง Wickham’s striae ใน Oral Lichen Planus reticular form

19990495_1737922886222120_7764861803767476348_n

แม้แต่ Text ของ Regezi ที่ใช้เป็นตำราหลักเล่มหนึ่งของ Oral med ในหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์ศึกษาประเทศไทย ก็ใช้แนวทางเดียวกัน (น่าจะเป็นแนวทางหลักของการแยกรอยโรคในช่องปาก)

19959205_1737922912888784_1147774369851304096_n

แสดงสารบัญการแบ่งหมวดหมู่ในเล่มของ Regezi

19961639_1737922932888782_5411486186470788134_n

19894878_1737922962888779_4419108915504803215_n

โดยอัตโนมัติ เวลาเห็นรอยโรค เราจะพยายามจัดสีมันก่อน แล้วค่อยพยายาม Diff Diag

ทีนี้สมมติว่า เราจะไม่พูดกันถึงสี Lesion ตามที่มองเห็น แต่เปลี่ยนคำถามใหม่ว่า รอยโรคใดของ Oral lesion ที่มีการแสดงผลทาง Skin ด้วยบ้าง? (และการถามคำถามกลับด้านกันว่า รอยโรคใดของ Skin ที่มีการแสดงผลทาง Oral lesion ด้วยบ้าง?–>คำถามนี้ยากกว่า)

ผมพบว่า หนังสือฝั่งทันตแพทย์ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ในทันที แต่ต้องอาศัยการเรียบเรียงความรู้ใหม่อีกแบบนึงครับ พูดง่ายๆคือ เราต้อง Open book ของ Regizi แล้วหาไล่ไปทีละโรคตั้งแต่บทแรกจนบทสุดท้าย ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก

แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองของ Oral lesion ใหม่ตามหนังสือเล่มนี้ การตอบคำถามข้างต้นจะง่ายมาก และเพิ่มการรับรู้ของ Oral med ไปอีกแบบทันที

19884337_1737923089555433_6996911774742857348_n

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยท่านอาจารย์ รศ. นพ. สิริ เชี่ยวชาญวิทย์  หน่วยโรคผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครับ ตีพิมพ์ครั้งแรก ปี พ.ศ.2551

member-1462938714

ลักษณะของหนังสือเป็นปกอ่อน หน้าปกอาบมัน ความหนาประมาณ 300 หน้า ลักษณะพิเศษของหนังสือคือ จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนครับ ส่วนของเนื้อหาที่เป็นตัวหนังสือจะแยกเป็น part แรก ส่วน part ที่ 2 จะเป็นรูปภาพเพียงอย่างเดียว

ถ้ามองที่เล่มหนังสือ จะเห็นแยกเป็น 2 ส่วนชัดเจน ส่วนของรูปเป็นรูปสีทั้งหมดครับ เป็นสัดส่วน 1/3 ของความหนาหนังสือทั้งเล่ม

20017670_1737923226222086_3572898555123542949_o

ทีนี้ลองมาดูการแบ่งเนื้อหาในเล่ม

สารบัญเนื้อหา

20031861_1737923136222095_2443465166144402724_n

ส่วนของสารบัญภาพประกอบ

19990094_1737923186222090_8470487721709105632_n

การแบ่งเนื้อหาของตัวหนังสือและภาพประกอบออกจากกันอย่างเด็ดขาดแบบนี้ บอกได้คำเดียวเลยว่า ถ้าการเข้าเล่มหนังสือไม่แข็งแรงจริง รับรองมีหน้ากระดาษหลุดจากเล่มแน่ๆครับ เพราะเวลาอ่านต้องพลิกไปพลิกมา กว่าจะอ่านจบ พลิกกันเป็นร้อยรอบครับ

ก่อนจะเข้าไปในเนื้อหา เรามาดูรูปประกอบที่อยู่บนหน้าปกก่อน ลักษณะเป็นรูป 4P ซ้อนทับอยู่บนรูป Histo ของชั้น skin ที่เป็น Background อยู่ด้านหลัง รูปทั้ง 4 รูปดูแล้วมาจากโรคที่ต่างกัน 4 ชนิด

IMG_0272

ผมลองให้ Dx เล่นๆ จากรูปที่เห็น ความรู้ที่ผมมีให้ Dx ได้โรคเดียวครับ คือ รูปมุมขวาบน เพราะมันเป็นลักษณะเฉพาะมาก ของรอยโรคที่มี pigment สีดำกระจายไปทั่ว skin และ oral mucosa ของ Peutz-Jeghers syndrome  จำได้ว่ามันมี intestinal polyposis ด้วย (ผมจำได้แค่นี้จริงๆ)

ได้รูปนี้รูปเดียวจริงๆ ส่วนอีก 3 รูปที่เหลือ ไม่มี idea อะไรในหัวเลย

19990152_1737923472888728_4541278812923510177_n

 

ก่อนจะเข้าไปในส่วนต่อไป มีคำเตือนว่า

1.รูปค่อนข้างเยอะมาก ถ้าใครใช้ package net ไม่เยอะ ขอแนะนำให้รอเปิดอ่านโดยใช้ Wifi ที่บ้านหรือที่ทำงานนะครับ ไม่งั้นจะเสีย data เยอะมากครับ

2.รูปบางรูปดูไม่ค่อย ok นัก ถ้ายังไม่ทานข้าวหรือคิดจะอ่านไป ทานข้าวไป ขอให้หลีกเลี่ยงไปก่อน ไว้ทานอาหารเสร็จแล้วค่อยมาอ่านครับ

 

Start

 

ในมุมมองของ Dermatologist ไม่มีการแบ่งโรคตามสีครับ แต่ใช้สาเหตุในการก่อโรคเป็นตัวแบ่ง ดังนี้

19983958_1737923506222058_9090987311268109441_o

ในหนังสือเล่มนี้จะครอบคลุมเฉพาะ ในหัวข้อที่ 1 ถึง 3 เท่านั้นครับ

สำหรับหัวข้อที่ 1

19983326_1737923536222055_1122280907610695172_o

2

20045411_1737923566222052_1334803174340399111_o

3

19983269_1737923596222049_8950953094002252667_o

4 (ไม่มีในหนังสือเล่มนี้)

20024124_1737928896221519_3305240423465475670_o

5 (ไม่มีในหนังสือเล่มนี้)

20045557_1737928942888181_4720964103789225835_o

ตอนเปิดดู content สารบัญของหนังสือทั้งหมด ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า สมมติถ้าเราแยกตามชื่อโรคแต่ละโรค เป็นรายตัวแล้วไปค้นอ่านใน Textbook ของ Regezi จะเป็นยังไง?

ผมพบว่า ถ้าย้อนกลับไปเปิด Index ท้ายเล่ม ภายในเล่มของ Regezi เราก็สามารถพบโรคทั้งหมดที่ list อยู่ในเล่มของท่านอาจารย์ สิริ เชี่ยวชาญวิทย์ได้เช่นกันครับ

คือ Regezi ก็เขียนไว้ทั้งหมด แต่รายละเอียดของบางโรคแค่เอ่ยชื่อถึงเท่านั้น แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดอื่นๆ

19959205_1737922912888784_1147774369851304096_n

ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการขาด Vit.B3 (Niacin) เล่มของท่านอาจารย์สิริ มีทั้งรายละเอียดและรูปประกอบ แต่ของ Regezi เพียงเอ่ยถึงชื่อโรคขาด Vit.B3 เท่านั้น (โรค Pellagra)

19956215_1738049452876130_1658687416810643548_o

ส่วนเรื่อง Pellagra ในหนังสือที่รีวิวจะประมาณนี้ครับ

19989526_1737929726221436_381555848481128798_n

19990550_1737929832888092_3789845193137888568_n

คือสมมติถ้าไม่เอารายละเอียดแบบลึกมาก เอาแค่ Lesion ของ Vit.B deficiency โดยไม่สนใจว่าจะเป็น B ตัวไหน ความรู้เท่าที่มีในฝั่งทันตแพทย์ถือว่า พอแน่นอนครับ

แต่ต้องเข้าใจอย่างนึงว่า ความสำคัญของโรคทางระบบสำหรับคนไข้กลุ่มที่อยู่ในหนังสือนี้ แต่ละโรคจะ involve หลายระบบในร่างกาย ทำให้ปัญหาเรื่องฟันที่คนไข้จะมีเป็นปัญหาระดับรองๆไปเลย เมื่อเทียบกับความรุนแรงที่เกิดกับระบบอื่น เช่น ระบบประสาท-สมอง, การมองเห็น, skin ทั้งหมด, หัวใจ และระบบทางเดินอาหาร etc.  ทำให้ก่อนจะมาพบทันตแพทย์ คนไข้จะทราบบัญหาของตัวเองอยู่ก่อนแล้ว แต่นั่นแน่นอนว่าไม่ใช่ 100% ของคนไข้กลุ่มนี้ทั้งหมด ในรายที่มี severity ไม่มาก เขาอาจยังไม่รู้ตัวครับ

ดังนั้นนอกจากการดู CC. และ Oral hygiene โดยรวม สิ่งที่หนังสือเล่มนี้มอบให้ คือ การขยายทัศนวิสัยของทันตแพทย์ให้ก้าวข้ามม่านหมอกแห่งขีดจำกัดการมองเห็นเฉพาะในปาก แบบชนิดที่ว่า ทันทีที่มองเห็น lesion ที่อื่นนอกช่องปากที่เกี่ยวข้องกับ Oral lesion ร่วมกับการ Hx คนไข้แล้ว

จะเกิดความฉุกคิดได้ทันทีว่า สิ่งที่กำลังเจอนั้น เรากำลัง deal อยู่กับอะไรกันแน่

การเรียงบท ท่านอาจารย์จะเรียงตามแต่ละโรค บทละ 1 โรคครับ

19989492_1737929002888175_8395776046561222795_n

แสดงรอยโรคในช่องปากและมุมปาก

19961089_1737929489554793_304651335618679609_n

ดูที่ lip commissure ใกล้ๆ

19983546_1737929569554785_6015600671088847367_o

อันนี้เอารูปใน Regezi มาให้ดูเปรียบเทียบกันครับ จะเห็นว่า คล้ายๆกัน

19894928_1737929916221417_1631441986043774485_n

ลองมาดู ถ้าขาด Zn ครับ

19961502_1737929179554824_6139662337967107645_n

20017899_1737930009554741_6426231787711653417_o

19983245_1737930049554737_973367035924550409_o

20045361_1737930129554729_1522691159000899996_o

 

ต่อไปยังอยู่ในกลุ่มโรคจาก Metabolic แต่เป็นการสะสมของสารตัวอื่นๆ มากเกินไป (ตรงข้ามกับการขาดสารบางตัวอย่าง Vitamin ในบทก่อน)

19554733_1737930179554724_5523111479123607327_n

ถ้าคุ้นตา มันคือรูปนึงที่อยู่ที่หน้าปกหนังสือครับ ถ้าผมเห็นลิ้นเป็น Scallop แบบนี้จะนึกถึงแต่ปัญหาของ Developmental disorder เท่านั้นครับ แต่ไม่นึกถึง Amyloidosis

19956585_1737930259554716_6476591050235360504_o

นอกช่องปากของ Amyloid ต้องมีแบบนี้

19959414_1737930329554709_7843341578409967028_n

ถ้าเราเจอ ไม่น่ายากครับ

19989424_1737930409554701_1284674668357389368_n

ท่านอาจารย์มี Patho ให้ดูด้วย

20045565_1737930536221355_3570539479961104349_o

บทที่ 3 เรื่อง Porphyria

19959168_1737930669554675_2384735252094971801_n

อยากให้ลองสังเกตตรงนี้ครับ

คือในรายละเอียดจะลงลึกถึงตำแหน่งยีนกันเลย

20017863_1737930742888001_4498272345630358695_o

ลักษณะเฉพาะของ Porphyria ที่สีฟัน มันมีความคล้ายกับพวก Dentinogenesis imperfecta

20017868_1737931129554629_4248395721883020117_o

แต่ถ้าเราซักประวัติของสีปัสสาวะ ก็จบเลย

19983655_1737931312887944_4939882054230939671_o

ลักษณะเฉพาะนอกช่องปาก

19983387_1737930992887976_1394837473437706932_o

 

บทที่ 4 Xanthoma อันนี้ลักษณะที่ปรากฎในช่องปาก ผมว่าดูยากนะ นอกช่องปากดูง่ายกว่าครับ

20046577_1737931389554603_5522210291222038041_n

มันจัดเป็น Autoimmune ความสำคัญคือ ทำลายหลายระบบพร้อมๆ กัน

20023782_1737931779554564_6630009796407893959_o

ยาก ดูยากมาก

19983945_1737931946221214_4850395720545485326_o

นอกช่องปาก ดูง่ายกว่า

19983416_1737931559554586_7858218120571361890_o

 

20017438_1737932016221207_2437432031534446066_o

 

ต่อมาเป็นกลุ่มพวก Developmental ครับ

20106840_1737932182887857_3797114023156955700_n

 

Nevus ชนิดที่เป็นทางระบบ

19990031_1737932316221177_8450545094875730997_n

ลักษณะมันคล้าย Hemangioma ครับ

19961371_1737932386221170_1505681680458167003_n

มันเป็น Nevus ทางระบบ จึงต้อง involve เยื่อเมือกอื่นด้วยแน่นอน

20121243_1737932442887831_4101575966128958189_o

ทดสอบบริเวณ Blue-red ที่ skin

19983978_1737932546221154_3227040064572768468_o

 

ดีใจที่เจอกันอีก Peutz-Jeghers

19961131_1737932592887816_2694201769017875449_n

รายละเอียดของ Intestinal Polyposis

19957019_1737932679554474_1975742963189168343_o

20024126_1737933056221103_8054854196748664202_o

สิ่งที่ควรตระหนักคือ พวกนี้ส่วนใหญ่มีโอกาสเป็น Genetic สูง การซักประวัติช่วยได้เยอะเลยครับ

19990171_1737932976221111_51709984682039333_n

ขอดูมือน้องหน่อยครับ

20024064_1737933199554422_5072893080391683102_o

ไหนผู้ช่วย ลองอ้อมเดินไปดูเท้าน้องให้หน่อยนะครับ หมอขี้เกียจลุก

น้องผู้ช่วยบอก เท้าน้องเป็นแบบนี้ค่ะ คล้ายๆที่มือเลย

20045599_1737933302887745_5290632860676261292_o

ถ้าส่องกล้อง นี่คือ ลักษณะของ Polyposis ครับ

19957038_1737933376221071_728701285436106404_o

20045603_1737933436221065_7459545102175432405_o

 

บทที่ 7

19554836_1737933536221055_8802966647477773670_n

โรคนี้ไม่คุ้นเลยครับ แต่ผมลองไปเปิดใน Regezi  เออ! แปลกใจ มีแฮะ Cowden’s syndrome

19956755_1738105862870489_2266883134043268848_o

Regezi บอกแบบนี้ครับ

19780328_1738105946203814_7771071552783924449_o

และบอกว่า โรคนี้ rare มาก

19990166_1738106079537134_541772380696019029_n

 

บทที่ 8 โรคนี้เป็นความผิดปกติของการ Development หลอดเลือดฝอยครับ

19989254_1737933629554379_8892334500621840252_n

20023790_1737933702887705_7650339471692979915_o

20116957_1737934532887622_1480769322447250504_o

ร่วมกับประวัติ

20024061_1737934472887628_2641511114232534173_o

Skin ก็แบบเดียวกันเลย

19956590_1737934852887590_64047022312909083_o

 

โรคต่อไป

19989593_1737934959554246_2484382476879255379_n

อันนี้รอยโรคในช่องปาก ผมว่าดูยากเหมือน Xanthoma ครับ ในขณะที่ที่ Skin ดูง่ายกว่าเช่นเดียวกับ Xanthoma

19956848_1737935112887564_7007519409581003062_o

จะรู้มั๊ยเนี่ย!  -..-‘

20045603_1737935216220887_8189255929881623473_o

ในขณะที่ Skin บรรยายว่า เหมือนหนังไก่ที่ถูกถอนขนครับ

19895082_1737935039554238_2230159496674370094_n

โรคนี้แน่นอนว่า ถึงใช้ Dove ก็ไม่หายครับ เพราะเกิดจากการจับของ Ca ที่ fibers และเป็น Genetic

20130903-142624

19958941_1737935306220878_5704245885415759245_n

 

ในบรรดาโรคทั้งหมดที่มีในเล่มนี้ บทที่ 10 คือ โรคที่โหดสุด ความรุนแรงสูงสุดครับ

19961323_1737935392887536_8255047781991960257_n

เรียกอีกชื่อว่า Epiloia = Epi=Epilepsy+loi=low I.Q.+a=Adenoma sebaceum=รอยโรคที่ใบหน้า

ความผิดปกติที่ฟัน ก็ดูยากมาก เพราะเหมือน TSL (Tissue surface loss) ทั่วไป

19983217_1737935479554194_313432793739483395_o

19956742_1737935632887512_6110210990538891788_o

ผมไม่กล้าให้ดูรูปใบหน้าคนไข้เต็มๆ เพราะรอยโรคที่ใบหน้าค่อนข้างน่ากลัวครับ

ดูที่ฟันอย่างเดียว หมดสิทธิ์ ไม่มีทางเลย

19983505_1737935776220831_7235852369112525210_o

Gingival fibroma ที่เหงือกก็ดูยาก เพราะถูกบดบังจากผลของยากันชัก แต่จากการซักประวัติและรอยโรคที่ใบหน้าจะทำให้ Dx โรคนี้ได้ทันทีครับ (ถ้าใครอยากรู้ลองกดดู ที่นี่ ครับ)

 

บทที่ 11 Neurifibromatosis type I โรคนี้น่าจะรู้จักกันดี

19961547_1737935856220823_791252597699464263_n

 

ต่อไปเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจาก Autoimmune ครับ

บทที่ 12 SLE

20046447_1737935986220810_5997080988894311244_n

คล้าย Angioneurotic edema

19983660_1737936319554110_1481615778660691071_o

20117143_1737936366220772_789496246715357517_o

19800926_1737936432887432_7728125113446762531_o

19944640_1737936542887421_5215499437420623251_o

Butterfly rash

20017605_1737936769554065_7695949088936314245_o

 

บทที่ 13 Systemic Sclerosis

19942920_1737936906220718_3702997692857362792_o

19957070_1737937006220708_139722080823631952_o

ในช่องปาก สิ่งที่พบ

19959292_1737937076220701_5341721316955239685_n

18839544_1737937166220692_7023200580270983323_o

สังเกตพังผืดที่ gingiva และความ rigid ของ skin ที่นิ้วครับ

19984182_1737937242887351_5376745173067033506_o

โรคนี้มีลักษณะของ Telangiectasia ด้วย

19956726_1737937296220679_3342394282171204529_o

20117143_1737936366220772_789496246715357517_o

มันคล้ายโรค Hereditary hemorrhagic telangiectasia (HHT) แต่ HHT จะไม่มีความแข็งตรึงของเนื้อเยื่อ คนไข้ HHT จะอ้าปากได้ปกติครับ

19959345_1737937419554000_752098292841198407_n

 

บทที่ 14 โรคนี้จะเกี่ยวข้องกับ Aphthous ulcer แต่มันคือ Aphthous ที่เกิดที่ส่วนอื่นๆ นอกจาก Oral ด้วย

19961114_1737937492887326_408263281151177897_n

ถ้ารู้สึกว่าชื่อ Behcet แปลกๆ ก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะเป็นคำที่มาจาก ตุรกี นั่นเองครับ

20023744_1737937552887320_1009982520701494399_o

20024062_1737937832887292_4375121135730300882_o

19956640_1737937779553964_4294919622725192496_o

ในช่องปากเหมือน Aphthous ที่พวกเราเจอเป๊ะ แต่มี Criteria ที่จะแยก Aphthous ธรรมดาออกจาก Behcet’s disease คือ

20017438_1737938229553919_8866640094728760574_o

รอยโรคที่ skin จะประมาณนี้

19984108_1737938116220597_3414749207453112640_o

19956196_1737938889553853_1222489033365803157_o

การรักษา Triamcinolone ใช้ในช่องปากได้ (หมายถึงรักษาส่วนของช่องปาก และ refer เพื่อรักษาระบบอื่นด้วยนะครับ)

19944313_1737938486220560_2922184643031351841_o

 

บทก่อนสุดท้ายครับ

19989775_1737938736220535_2424850957554409987_n

ถ้าเห็นรูปนี้ คิดว่า เราจะ Dx ว่าอะไรครับ?

19983740_1737939032887172_6662332393311119406_o

มันคือความผิดปกติของต่อมน้ำลาย ดังนั้นขอให้นึกถึงสภาพของช่องปากคนไข้ที่มีน้ำลายน้อยมากๆ

19942765_1737939276220481_1708782727529972740_o

20045648_1737939106220498_2335676946641583951_o

19956974_1737938976220511_5764444248721748485_o

Secretion จะน้อยลงทุกตัว รวมถึงน้ำตาด้วยครับ

11233425_1737939216220487_2338262710616585168_o

SS คือ Sjogren’s syndrome วิธี Diff Dx ออกจากโรคของต่อมน้ำลายที่อักเสบจาก Infection

19983622_1737939346220474_337209588576105081_o

19956996_1737939432887132_1339532701057682222_o

20017864_1737939739553768_8833033604774790978_o

 

โรคสุดท้าย

19959096_1737939819553760_4233995898381376105_n

ให้สังเกตคำว่า Paraneoplastic ที่อยู่ข้างหน้า Pemphigus นะครับ

ในบรรดารอยโรคที่เป็น Vesiculobullous lesion ในช่องปาก Pemphigus และ Pemphigoid (แยกกันได้ด้วย Histo เท่านั้น โดย Pemphigus vulgaris จะมีลักษณะของ Acantholysis แต่ Pemphigoid ไม่มี) ถือว่ารุนแรงมาก แต่สำหรับ Paraneoplastic pemphigus นั้น ถือเป็น อภิมหาPemphigus กันเลยทีเดียว

19800660_1737939996220409_9152231110689706769_o

20045467_1737940069553735_8338754591521721795_o

ลักษณะ Desquamative gingivitis ไม่ถือว่าชัดครับ ในขณะที่ lesion นอกปากชัดกว่า

19983978_1737940252887050_8098594376795395420_o

ไม่ชัด ยากมาก ต้องพึง Extra-Oral

19983838_1737940332887042_8486440329049246110_o

 

ในท้ายสุด หลายๆโรคไม่ค่อยเป็นที่รู้จักแต่โชคดีที่มีลักษณะ Pathognomonic ที่ถ้ารู้จักครั้งแรก แล้วจะจำได้อีกนานครับ มุมมองของ Dermatologist ต่อ Oral lesion ที่ link กับรอยโรคทางระบบอื่นๆ อาจจะช่วยให้เรามีความเข้าใจกับคนไข้ที่พบและงานที่เผชิญได้ดียิ่งขึ้นครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

งานทันตแพทย์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก review: ฟันปลอมหยุดโลก Dentures of Sir Winston Churchill

การทำงานกับสิ่งเล็กๆ มาตลอดชีวิต อยู่ให้ห้อง 4 เหลี่ยม เตียงและเก้าอี้ กับงานที่พบปะผู้คนมากมายทั้งผู้ร่วมงาน และคนไข้ มีสิ่งนึงที่รบกวนจิตใจมาเสมอว่า งานทันตแพทย์เทียบเคียงกับงานที่ดูยิ่งใหญ่เช่น งานของทหารในการป้องกันประเทศ งานของนักวิทยาศาสตร์ในระดับ Nobel Prize งานของแพทย์ที่ช่วยชีวิตคน งานของนักปรัชญาที่คิดค้นระบอบการเมืองการปกครอง งานของนักเศรษฐศาสตร์ที่พบโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ที่ใช้อธิบายพฤติกรรมของตลาด หรืองานของนักฟิสิกส์ใน CERN ที่ก้าวขัามขีดจำกัดของจักรวาลด้วยการค้นพบอนุภาคพระเจ้า (Higgs boson) etc. หรืองานในสเกลระดับนี้ จะมีบ้างมั๊ย?

คำถามที่รบกวนจิตใจผม ดำเนินมาตลอดชีวิตการทำงาน 16 ปี และสิ้นสุดลงด้วยข่าวชิ้นเล็กๆ ชิ้นนึง ในช่วงกลางปี 2010

19884316_1732392273441848_4967737834765525468_n

ข่าวนี่คือ การจัดประมูลฟันปลอมของรัฐบุรุษชาวอังกฤษผู้ยิ่งใหญ่ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตผู้นำฝ่ายค้าน เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล โดย british auction house ณ มณฑล norfolk

ฟันปลอมชิ้นเล็กๆ ชุดนึงที่ได้รับการออกแบบเพื่องานเฉพาะโดยทันตแพทย์และความร่วมมือของช่างทันตกรรมผู้ชาญฉลาด มีบทบาทสำคัญยิ่งในการเปลี่ยนสภาพการเป็นผู้เพี้ยงพล้ำของอังกฤษและเครือจักรภพได้อย่างไร? ผมจะเล่าให้ฟังครับ

ก่อนอื่นขอปูพื้นความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของ World War II เพื่อความเข้าใจโดยสรุปครับ

สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มขึ้นและสิ้นสุดลงตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ 8 ของประเทศไทยครับ จัดเป็นสงครามที่กินเวลายาวนาน และสูญเสียทั้งชีวิตมนุษย์และทรัพยากรต่างๆ จัดว่ามากที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับสงครามทุกครั้งที่ผ่านมา สงครามแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายหลัก คือ ฝ่ายอักษะ ที่เป็นผู้ก่อสงครามคือ เยอรมัน,ญี่ปุ่น และอิตาลี กับฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งประกอบด้วย US, UK และประเทศในเครือจักรภพ,สหภาพโซเวียต, ฝรั่งเศส, โปแลนด์ และชาติอื่นๆ

ในช่วงแรกของสงครามการรุกคืบของฝ่ายอักษะ คือ เยอรมัน เข้าไปในดินแดนของชาติในยุโรป ดำเนินไปด้วยความรวดเร็วและแผ่ขยายอิทธิพลอย่างรุนแรงมาก จากโปแลนด์ จนมาสู่การยึดครองฝรั่งเศสสำเร็จ และเป้าหมายต่อไปคือ อังกฤษ

ในตอนนั้นผู้คนในเกาะอังกฤษระส่ำระสายและเสียขวัญมาก จากการรุกของเยอรมันเข้ามาประชิดเรื่อยๆ และในปีนั้นเองหลังการลาออกของนายกรัฐมนตรีคนก่อน วินสตัน เชอร์ชิล ก็ได้กลายเป็น นายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2483 ซึ่งเป็นเวลาที่ รัชกาลที่ 8 ครองราชย์มาแล้ว 6 ปี

วินสตัน เชอร์ชิล โดยพื้นฐานเกิดในครอบครัวของชนชั้นสูงที่ร่ำรวย และได้รับราชการในกองทัพอังกฤษในสายงานข่าวมาตลอด จนกระทั่งลาออกมาเล่นการเมือง รับเลือกตั้งจากการเลือกตั้งทั่วไปเป็น ส.ส.จากโอลด์แฮม จนได้เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ WW II เกิดขึ้นแล้ว 1 ปี (WW II กินระยะเวลา 6 ปี)

จากประวัติตั้งแต่วัยเด็ก จนถึงวัยหนุ่มที่เข้ารับราชการทหาร วินสตัน เชอร์ชิล มีปัญหาด้านเหงือกและฟันที่อยู่ภายใต้การดูแลของทันตแพทย์มาตลอด

Churchill_1881_ZZZ_7555D

เชอร์ชิล ในวัยหนุ่ม Vertical Dimention ยังดูปกติ

Winston_Churchill_1874_-_1965_ZZZ5426F

ตอนเริ่มเป็น ส.ส. สังเกต appearance เริ่มเปลี่ยน ความนูนของริมฝีปากบนเริ่มลดลง Nasolabial fold เริ่มชัดขึ้น

Churchill_1904_Q_42037

ตอนเป็น นายกรัฐมนตรี VD loss ชัดเจน จะสังเกต Marionette Line เด่นชัด

12783992_1730313050515290_1431870567_n

จากปัญหาเรื่องเหงือกและฟัน ที่รบกวนมาตลอด ทำให้ เชอร์ชิลต้องสูญเสียฟันไปบางส่วนในที่สุด

การสูญเสียฟันนอกจากจะทำให้ Appearance ของใบหน้าเปลี่ยน สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างที่เกิดขึ้นคือ ปัญหาเรื่อง Phonetic นั่นเองครับ

การออกเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของ ท่านนายกรัฐมนตรี วินสตัน เชอร์ชิล คือ การออกเสียงแบบ Lisp

Lisp sound คืออะไร?

ในขั้นตอนการทำ Complete denture มี step หนึ่งที่พวกเราคุ้นเคย คือ การทดสอบ Phonetic เพื่อหาความยาวของปลายฟันหน้าบนและ Vertical Dimension ที่เหมาะสมในคนไข้แต่ละคน โดยการให้คนไข้ออกเสียง Sibilant sound (S,Z)

คนไข้ที่เป็น Lisp (แบบหนึ่ง) จะไม่สามารถออกเสียง Sibilant sound ได้

ลองมาดูตัวอย่างของการออกเสียง Lisp

 

การออกเสียงพูดแบบ Lisp ของ วินสตัน เชอร์ชิล เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ทำให้คนอังกฤษ (และคนทั่วโลก) จดจำท่านได้ เมื่อได้ฟังเสียง

ทำไม “เสียง” ของ เชอร์ชิล จึงมีความสำคัญมากในสมัยนั้น

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ในช่วงนั้นมีโทรทัศน์เกิดขึ้นแล้ว แต่คนที่มีโทรทัศน์มีอยู่น้อยมาก ดังนั้นสื่อที่ทรงพลังที่สุด ก็คือ สิ่งพิมพ์ต่างๆ และ วิทยุกระจายเสียง

การทำสงครามนอกจากการใช้อาวุธและกำลังทหาร สิ่งที่มีประสิทธิภาพไม่แพ้กันก็คือ สงครามการข่าวและการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายต่างๆ

ข่าวสารปลอมที่ปล่อยออกไปเพื่อให้ประชาชนในประเทศตรงข้าม เกิดความหดหู่ หมดกำลังใจในการรบ หรือข่าวลวงเรื่องการรบแพ้หรือชนะในบางพื้นที่

เสียงของ นายกรัฐมนตรี วินสตัน เชอร์ชิล ผ่านทางวิทยุกระจายเสียง ถือเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะปลุกปลอบขวัญและกำลังใจของผู้คนในประเทศให้รู้สึกฮึกเหิมและมีความหวังในการรวมน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อนำประเทศผ่านพ้นวิกฤติ (ในตอนนั้น เยอรมันชนะฝรั่งเศสแล้ว และอังกฤษคือ ด่านต่อไปของสมรภูมิยุโรปที่ต้องเข้ายึด ถ้าเยอรมันยึดอังกฤษได้สำเร็จ โลกที่เราเห็นอาจไม่ได้เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้)

ลองมาฟังการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งที่มีชื่อเสียง ซึ่งถือกันว่า เป็นการพูดที่ทรงพลังอย่างสูงสุดของ วินสตัน เชอร์ชิล ในยามที่อังกฤษกำลังเผชิญสถานการณ์อันยากลำบากมากกันครับ (ให้สังเกตเสียง Lisp ของเชอร์ชิล)

สุนทรพจน์นี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ We shall fight on the beaches

 

คำแปลบางส่วนของ สุนทรพจน์ We shall fight on the beaches

19875159_1732564213424654_4994235874399383546_n

การสูญเสียฟันของ เชอร์ชิล ทำให้เกิดปัญหา 2 ประการที่ขัดแย้งกัน กล่าวคือ

1.การสูญเสียฟันแบบบางส่วน โดยเฉพาะฟันหน้าบนจำนวน 4 ซี่ ตั้งแต่ #12 – 22 ทำให้เสียบุคลิกภาพ จึงต้องใส่ฟันปลอมชนิดถอดได้แบบ Kennedy Class III-mod-II เพื่อไม่ให้เสียบุคลิกในการพบปะผู้คน และการออกสื่อ

(เชอร์ชิล เริ่มสูบฮาวานาซิการ์ สมัยที่เป็นทหารประจำการที่คิวบาใน พ.ศ.2438 (ตรงกับช่วง รัชกาลที่ 5 ในไทย) และสูบเรื่อยมาตลอดชีวิต)

การใส่ Upper RPD ยังช่วยให้เขาสูบซิการ์ที่ชื่นชอบได้ตามปกติ

untitled

2. การใส่ฟันปลอม ช่วยเสริมบุคลิกภาพให้กลับมาดังเดิม แต่เชอร์ชิลตระหนักดีว่า มันกลับทำให้การออกเสียงแบบ Lisp อันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขาหายไป

การพูดของเชอร์ชิล ในที่ต่างๆดูไม่เป็นปัญหา เพราะผู้คนในที่นั้นๆ จะได้เห็นเขาพูดตัวเป็นๆ แต่การพูดผ่านวิทยุกระจายเสียง ทำให้คนจำเสียงเขาไม่ได้ และไม่แน่ใจว่า เสียงที่ได้ยินนั้นคือ ผู้นำตัวจริงหรือเปล่า!

โจทย์ที่ทันตแพทย์ได้รับคือ ต้องสร้างฟันปลอมที่เมื่อใส่แล้วต้องสามารถพูดออกเสียงแบบ Lisp อันเป็นเอกลักษณ์ได้เหมือนเดิม (เหมือนตอนที่ไม่ได้ใส่ฟัน)

(ผมเข้าใจว่า การถอดฟันปลอมในที่สาธารณะ เช่น ในสถานีวิทยุกระจายเสียงที่แน่นอนว่าต้องมีนักข่าวและสื่ออื่นๆ อยู่น่าจะทำได้ลำบากหรือ เป็นไปไม่ได้เลย)

ภาพแสดงฟันปลอมของ วินสตัน เชอร์ชิล

article-0-0F43F7A500000578-478_314x161

ทันตแพทย์ประจำตัวของ เชอร์ชิล คือ Wilfred Fish และด้วยความร่วมมือกับช่างทันตกรรมที่เป็นคนทำฟันปลอมประจำตัวคือ Derek Cudlipp

( Wilfred Fish ได้รับการแต่งตั้งเป็น Sir Wilfred Fish ในภายหลัง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เชอร์ชิล ให้ความสำคัญกับเขามากในฐานะอัศวิน)

ช่างทันตกรรม Derek Cudlipp ก็มีความสำคัญไม่แพ้ทันตแพทย์ เกือบจะเรียกว่า ต้องอยู่ในสถานที่ที่ เชอร์ชิล สามารถเรียกตัวได้ทันที เพราะเวลาโมโห หรือ อารมณ์เสียขณะได้รับข่าวหรือระหว่างประชุมวางแผน เชอร์ชิลมักมีนิสัยอย่างหนึ่งคือ เขาจะถอดฟันปลอมออกมาขว้างทิ้ง เท่าที่ผมอ่านเจอ ใช้คำว่า “ขว้างออกไปอีกห้อง” กันเลยทีเดียว ผลก็คือ ฟันปลอมที่มี major connector เป็น Gold type IV ตะขอและฟัน Porcelain หักเสียหายอยู่บ่อยครั้ง และทุกครั้งที่หักเสียหาย แน่นอนว่า ต้องได้รับการ repair โดยเรียกตัวช่าง Derek Cudlipp ทันที

ในประวัติกล่าวว่า คุณหมอ Wilfred Fish และช่าง Derek Cudlipp สร้างฟันปลอมให้ เชอร์ชิล 4 ชุด โดยปกติเชอร์ชิล จะพกติดตัวด้วยเสมอ 2 ชุด เชื่อกันว่า ฟันปลอมแบบนี้ 1 ชุด ถูกฝังไปพร้อมกับร่างเชอร์ชิล  ส่วนชุดที่นำออกมาประมูล เป็นสมบัติของตระกูล Cudlipp ซึ่งถูกนำออกมาประมูลโดย ลูกชายของ Derek Cudlipp (Nigel Cudlipp)

Nigel Cudlipp

_48525309_jex_764762_de27-1

ทีนี้เราลองมาดูว่า คุณหมอ Wilfred Fish และช่าง Derek แก้ปัญหาการออกแบบฟันปลอมให้ใส่ฟันแล้วยังออกเสียงเหมือนตอนไม่ใส่ฟัน ขณะเดียวกันก็ต้องสามารถใส่แล้ว Appearance ดูดีและสูบซิการ์ได้ด้วย

 

_48537489_48537490

ก่อนอื่นมาดู Material ในสมัยนั้นกันก่อน

ในช่วงปี ค.ศ. 1940 (พ.ศ.2483 ตรงกับสมัย ร.8) ตอนที่ เชอร์ชิล รับศึกหนักเป็น นายกรัฐมนตรีนั้น ฐานฟันปลอม PMMA รุ่นแรกๆ คล้ายที่พวกเราใช้อยู่ (ที่บอกว่า คล้ายๆ เพราะมันถูกปรับปรุงคุณสมบัติมาอย่างเยอะครับ) เกิดขึ้นแล้วครับ แต่เรียกได้ว่า ยังเป็นวุ้น เพราะ Otto Rohm บิดาแห่ง PMMA เพิ่งทำมันให้อยู่ใน Thesis PhD สำเร็จในปี ค.ศ.1901 (พ.ศ.2444 ตรงกับสมัย ร.5)  จนกว่าจะเริ่มใช้ได้จริงช่วง ค.ศ.1940 ซึ่งจะเห็นว่า มันเป็นช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกันมาก

19904883_1732609973420078_5101884504323273026_n

ดังนั้นวัสดุฐานฟันปลอมที่ technician อย่างช่าง Derek คุ้นมือที่สุดจึงเป็น Gold alloy ฐานฟันปลอม Gold type IV รวมทั้งตะขอ Platinum และฟันปลอมที่ทำมาจาก Porcelain นั่นเองครับ

19961235_1732649270082815_6575743063053745188_n

เผื่อใครอยากทบทวนประวัติศาสตร์ของฐานฟันปลอม

ถ้าเราลองเปรียบเทียบวิทยาการด้านฟันปลอม ในขณะที่เริ่มค้นพบ PMMA ฝั่งยุโรปยังใช้ Gold plate แล้วตอนนั้นเมืองไทยใช้ฟันปลอมที่ทำจากอะไร?

ถ้าสืบค้นไปช่วงต้น และตอนกลาง กรุงรัตนโกสินทร์ สมัย ร.3, ร.4 ต่อช่วง ร.5 พบหลักฐานใน กลอนเพลงยาว เรื่อง หม่อมเป็ดสวรรค์ ครับ

พบว่า เรายังใช้ฟันปลอมที่ทำจากไม้ครับ

19983357_1732628390084903_9026962456778636658_o

 

ทีนี้ลองมาพิจารณาฟันปลอมชิ้นนี้กันชัดๆ

Upper RPD กับ space ชนิด Kennedy Class III-mod II ประกอบด้วยฟัน Porcelain และ metal tooth

การออกแบบของตะขอที่ไม่ reciprocation แต่เน้น retention และเป็น Tissue-support

4735562

ลองสังเกต Tissue surface มองเห็นอะไรมั๊ยครับ?

สังเกตว่าเราจะไม่เห็น ลักษณะ anatomy ของ incisive papilla, palatine rugae, palatine raphe บริเวณนี้ เพราะ Major connector ทีเป็น Gold plate ถูกทำให้ไม่แนบกับเพดานสนิท แต่มี space ใต้ฐานฟันปลอมกับ palate ฟันปลอมชิ้นนี้จึงต้องการ retention สูงสุด โดยการออกแบบตะขอให้กลับด้านกันในลักษณะของกรรไกร เพื่อต้านการหลุด และสามารถลด torque ต่อ abutment โดยใช้ตะขอกลม เพื่อให้ไม่เกิด rigid design

ฟันหน้า porcelain ทั้ง 4ซี่มีขนาดใหญ่ เพื่อชดเชยการไม่มี labial flange ที่ช่วย support ริมฝีปากบน  (เราจะเห็น brown stain ด้าน proximal จากคราบควันซิการ์ บริเวณ #11,21 จะเห็นชัดสุด เพราะเป็นตำแหน่งที่กัดลงบนซิการ์โดยตรง)

สิ่งนี้คือ การแก้ปัญหาของผู้ออกแบบ ให้เกิดการเคลื่อนผ่านของลมเข้าสู่ใต้ฐานฟันปลอม เสมือนกับลมผ่านออกเมื่อไม่มีฟันหน้านั่นเอง

rcsom-k20.9-5

 

churchills dentures

บทบาทของทันตแพทย์และช่างทันตกรรมที่ร่วมมือกันสร้างชิ้นงานเพื่อรักษาโลกใบนี้เอาไว้ ฟันปลอมชุดนี้จึงถูกเรียกว่า

19756899_1732644213416654_2470754451936870359_n