ทันตวัสดุศาสตร์กับ iPhone 11

เปิดตัวกันไปแล้วเมื่อวันอังคารที่ 10 กันยายน ตรงกับเวลาเที่ยงคืน เปลี่ยนผ่านไปวันที่ 11 ครับ โชคดีตรงกับวันหยุดของผม เลยถือโอกาสดูจนจบรายการ

ใช้เวลา presentation ทั้งหมด 1.43 ชม. ครับ รับชมได้กันที่นี่

เพราะเวลาบนเวทีมีจำกัด present หลาย product ทั้ง Watch, iPad, Game arcade, Apple TV+

เป็นที่รู้กันว่า Apple เริ่มเปลี่ยนการใช้ body ฝาหลังจาก Al Alloy ใน iPhone 6s มาเป็นกระจก เพราะต้องการใช้ function ชาร์จประจุ battery แบบไร้สาย (Wireless power supply) ตั้งแต่ iPhone 8 series

ตารางแสดง mechanical property ของ Al Alloy ใน series ที่ใกล้เคียง และ 7000 series ที่ Apple เลือกใช้ใน iPhone รุ่นเก่าที่ฝาหลังเป็นโลหะ

อันดับแรกสังเกต series 6063 เทียบกับ 7003 เมื่อเพิ่มปริมาณ Cu ขึ้นอีกนิด พบว่า Tensile yield str เพิ่มขึ้นทันที ~ 140 MPa ครับ และ Elongation ก็เพิ่มขึ้นด้วย

ใน Sample Alloy 1,2 และ 3 การเพิ่มปริมาณของ Mg, Zn และ Cu ยังเพิ่ม Tensile str ได้ถึงระดับที่ทะลุ 450 MPa นอกจากนี้ยังมีผลพลอยได้คือ สีของ Al Alloy ที่มี high Cu จะมีสีออกเหลืองซึ่งเข้ากับสีที่จะ paint ได้ทุกสี (ผลอีกอย่างที่เราไม่ค่อยคุ้นคือ คุณสมบัติการนำความร้อนที่ลดลง ซึ่งเป็นผลดีคือ เวลาที่เราเล่น PUBG การนำความร้อนของฝาหลังจะลดลง)

ทำให้นึกถึงบทบาทของ Cu ใน Amalgam มีความคล้ายกันมากกับการปรับปรุงคุณสมบัตินี้

Amalgam เริ่มแรกเป็นชนิด Low-Cu การละลายของ Ag และ Tin ใน mercury เกิดเป็น gamma 1 และ gamma 2 โดยมี gamma เป็น core ( Ag ละลายใน mercury ได้น้อยกว่า Tin ทำให้เกิด gamma 1 ตกตะกอนออกมาก่อน)

เมื่อมีการเพิ่ม Cu เข้าไปใน Amalgam พบว่า เกมส์เริ่มเปลี่ยน เพราะ Tin ชอบจับกับ Cu ได้ดีกว่า (เกิดเป็น eta phase) mercury ดังนั้น Gamma 2 ที่เกิดจาก Sn-Hg จึงเกิดน้อยลง หรือหมดไป เป็น High-Cu Amalgam type (แต่จะเรียก High-Cu ต้องมี Cu อย่างน้อยสุด 12% ของ composition ทั้งหมดนะครับ)

สมการ High-Cu Amalgam

(Cu จึงเพิ่ม Strength, ลด Tarnish&Corrosion, ลด Creep จึงทำให้ marginal integrity improve)

สีของ iPhone 6s silver จึงไม่ออกเงินจริงๆ แต่เหลือบ yellow นิดๆ (แน่นอนว่า สีที่เห็นไม่ใช่สีของ Pure Al Alloy 7000 series แต่เกิดจากการทำ surface treatment ด้วยวิธี Anodizing ทำให้เกิดชั้น Oxide layer ของโลหะที่มี Electronegativity ต่ำกว่าเคลือบ Al Alloy ที่อยู่ด้านใน จะเกิดผลคือ ชั้น Oxide layer ที่หนาจะป้องกันการกัดกร่อน และ wear ขณะเดียวกันถ้าเกิดรอย crack เล็กๆที่ชั้นพื้นผิว ชั้น Oxide layer ที่มีค่าศักย์ไฟฟ้าต่ำกว่า Alloy ชึ้นในจะทำหน้าที่เป็นตัวเสีย electron แทน ทำให้เคลือบ Anodize เสียหายแทน Alloy ชั้นในจะเสียหาย)

จากการนำคุณสมบัติการชาร์จแบบไร้สายมาใช้ ทำไมต้องเปลี่ยนฝาหลังจากโลหะ Al Alloy มาเป็น Glass? ต้องลองมาดูกลไกการเหนี่ยวนำให้เกิดการชาร์จ battery แบบไร้สาย

แท่นชาร์จไร้สายจะมี battery ตามความจุ และขดลวดอยู่ด้านนึง เมื่อวาง Smart phone ที่รองรับ Wireless charge (ด้านหลังจะมีขดลวดเหนี่ยวนำอีกชุดนึง) ขดลวดทั้ง 2 ชุดจากทั้ง 2 อุปกรณ์ (Wireless charger และโทรศัพท์) จะเหนี่ยวนำให้เกิดสนามแม่เหล็ก –> กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ (ไฟที่เกิดขึ้นเป็นกระแสสลับ ต้องแปลงโดย rectifier ที่อยู่ในวงจรไฟฟ้าของ Smart phone เพื่อเปลี่ยนเป็นไฟฟ้ากระแสตรงชาร์จเข้า battery ในตัวเครื่องอีกที)

และตามกฎของฟาราเดย์ จากสนามแม่เหล็กที่เกิดขึ้น จะเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าไหลวน (Eddy current) เป็นวงรอบปิดภายในตัวนำที่อยู่ในระนาบที่ตั้งฉากกับสนามแม่เหล็กด้วย (และในความต่อเนื่อง กระแสไหลวนนี้ก็จะเหนี่ยวนำซ้ำให้เกิดสนามแม่เหล็กที่ต่อต้านสนามแม่เหล็กที่สร้างตัวมันขึ้นมาซ้ำเป็น loop)

Al มี conductivity ทั้ง Thermal และ Electric อยู่ในลำดับต้นๆ ในบรรดาโลหะทั้งหมด (จะเห็นว่าสูงกว่า Stainless steel ด้วยซ้ำ)

การนำความรัอน Al เป็นรองแค่ Cu เท่านั้น

คุณสมบัติการนำไฟฟ้าอยู่อันดับที่ 4

ถ้าเราใช้วัสดุฝาหลังเป็น Al Alloy ฝาหลังที่เป็นโลหะ (กั้นระหว่างขดลวดทั้ง 2 ตำแหน่ง) จะเกิดการเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าในแนวตั้งฉากกับสนามแม่เหล็กที่เกิดจากขดลวดของ Wireless charger (ซึ่งฝาหลังก็อยู่ในทิศทางที่ตั้งฉากนี้พอดี)

กระแสไหลวนจะเกิดในทิศทวนเข็มนาฬิกา ในแผ่นฝาหลัง Al Alloy ที่มีความต้านทานไฟฟ้าจึงเกิดความร้อนได้ตามสมการ

แต่ถ้าเราใช้ฝาหลังเป็น Glass จะพบว่า แก้ปัญหากระแสไหลวน และ Heat ที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด

ภาพจาก ifixit เมื่อนำ mainboard ออก แสดง Pad ที่ปิดขดลวดทางด้านหลัง (ต้อง remove Pad ออกจึงจะเห็น coil)

จากภาพ X-ray ผ่านรูปด้านบนจะมองเห็น Phone coil ตรงกลางชัดเจน

OK ทีนี้เรากลับมาที่ฝาหลังกระจกที่เริ่มใช้ตั้งแต่ iPhone 8, X, Xs และถูกปรับปรุงคุณสมบัติล่าสุดใน iPhone 11

เซรามิก คือ วัสดุที่เกิดจากสารประกอบที่มี Glass matrix และ Crystalline phase

แก้ว คือ เซรามิกที่มีองค์ประกอบหลักเป็น Glass phase หรือ อาจมี Crystalline phase ด้วยบ้าง

กระจก คือ แก้วที่เป็นแผ่นราบแบน หรือมีรัศมีความโค้งได้ เช่น เลนส์,กระจกเว้า (mouth mirror)/นูน

เขียนในรูป Subset ได้ดังนี้

Apple ใช้ 3 คำโปรยในหน้าโฆษณาของ iPhone 11 ในนั้น คือ

1. มีการทำ Surface treatment เพื่อ Strengthening กระจกในระดับโมเลกุล

เรารู้ว่า กระจกที่ใช้ใน iPhone ตั้งแต่ปี 2007 มาจากบริษัท Corning

และเรารู้จักบริษัท Corning Glass Works ในช่วงทศวรรษ 90 ในฐานะบริษัทที่ผลิต All ceramic porcelain crown ที่ชื่อทางการค้า Dicor (แต่ปัจจุบันถ้าจะทำความรู้จักกับครอบฟัน Dicor ท่านต้องหาอ่านในหัวข้อ History of All ceramics in Dentistry อะไรประมาณนั้นครับ)

กล่าวโดยย่อ Dicor คือ ชิ้นงาน All Ceramic ที่เกิดจากการ burn out ของ wax เหมือนเทคนิคที่เราใช้เหวี่ยงโลหะครับ ingot จัดเป็น Castable glass ceramic ตัวแรกๆ เลย (ถ้าจำไม่ผิด)

อันนี้เอามาจากหนังสือ เซรามิกทางทันตกรรม ของท่านอาจารย์ .บุญเลิศ กู้เกียรติตระกูล ครับ เกี่ยวกับบริษัท Corning กับจุด start ของ Glass ceramic

ปัจจุบัน Corning ไม่มีอะไรเกี่ยวกับวงการทันตกรรมแล้วครับ แต่ความร่วมมือของ Corning กับ Apple ยิ่งแนบแน่นขึ้นไปอีก

กระจกที่ iPhone ใช้เป็นคนละชนิดกับกระจกอีกตัวในชื่อการค้า Gorilla glass ซึ่งเป็น trade name ที่ผลิตโดย Corning เช่นกัน แต่ใช้กับ Smart device อื่นๆ เช่น Samsung galaxy series และบริษัทอื่นๆ (ปัจจุบันเป็น Gorilla glass รุ่นที่ 6)

2. ใช้การ milling ชิ้นงาน

เครื่องมือในการตัดกระจกแผ่นราบไม่น่าซับซ้อนเท่าเครื่องมือกลึงทางทันตกรรม และเป็นการตัดจากกระจกแผ่นเดียว จึงน่าจะเป็น Hard machining คือ เป็นเหมือนแท่ง ingot (แผ่นกระจก) ที่ fully sintered เรียบร้อยแล้ว (อันนี้เดานะครับ) เพราะ Apple เน้นคำว่า Precise (เพราะถ้าทำ Soft machining คือ มันต้องเผาชิ้นงานบางส่วนก่อนแล้วนำมา milling แล้วจึงนำไปเผาซ้ำอีกรอบ ถ้าเกิดการเผาครั้งที่ 2 ชิ้นงาน (กระจก) มันจะเกิดการหดต้วหลังเผา แม้เทคนิคการเผาซ้ำโดยปกติเช่น ถ้าทำกับ Zirconia จะเกิดการเปลี่ยน phase จาก tetragonal เป็น monoclinic ทำให้เกิด residual compressive stress ก็ตาม แต่ถ้าเน้นคำว่า Precision ไม่น่าจะใช้วิธีนี้)

อันนี้คือ คำอธิบายการ Strengthening จากเทคนิคการเผาซ้ำในการกลึงแบบ Soft machining ครับ

ลองดูสภาพ surface ของเครื่อง

3. มีการทำ Dual ion exchange

ในขบวนการ Strenghtening ชิ้นงานเซรามิกทั้งหมด ที่หมอสามารถทำได้ด้วยตัวเองในคลินิกมี 2 วิธีเท่านั้น (นอกจากคุณหมอจะมีเตา Bake porcelain อยู่ที่คลินิก หรือมีเครื่อง CEREC ข้างๆ unit)

1.คือ การขัดชิ้นงาน เพื่อลด microcrack (Griffith’s flaw)

2.การ cement ชิ้นงานด้วย resin cement

วิธีอื่นๆ นอกจากนั้น ต้องทำจากบริษัทผู้ผลิตเซรามิกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น

-การทำ Temper หรือ Thermal Tempering (คือการเผาแล้วลดอุณหภูมิลงอย่างเร็วเพื่อให้ชิ้นงานข้างนอก set ก่อนแกนใน) —> residual compressive str

-การใช้ประโยชน์การ Crystalline phase (เกิด residual compressive str รอบๆ ผลึกทำให้ต้าน crack propagation)

สรุปคือ อะไรที่ทำให้เกิด residual compressive str เพื่อต้าน tensile str ที่มากระทำ ถือว่า Strengthening ได้หมด

แต่มีวิธีนึง ในทางทฤษฎีเราสามารถทำที่ lab ได้ หลังจากเรา finishing และ polishing ชิ้นงานเรียบร้อยแล้ว คือ กระบวนการเปลี่ยนไออน (ion exchange)

Principle ของการทำให้เซรามิก (กระจกของ iPhone 11) ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ ทำให้เกิด residual compressive str ที่พื้นผิว และ ion exchange ทำโดยการเปลี่ยนขนาดของธาตุ โดยทำให้ atom ของธาตุที่มีขนาด atom เล็กกว่าหลุดออกมา แล้วแทนที่ด้วยธาตุตัวที่มีขนาด atom ใหญ่ขึ้น

ไอออนที่มีขนาดใหญ่จะเบียด space ที่จำกัดเท่าเดิมทำให้เกิดแรงเค้นอัดตกค้าง ด้วยการควบคุมสภาพแวดล้อมขณะทำ ion exchange คือ อุณหภูมิ, ความเข้มข้นของสารละลายที่แช่ หรือ coat ชิ้นงาน เพราะกลไกที่ใช้คือ การแพร่ (Diffusion)

เพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจ เราจะทบทวน relation ระหว่างขนาด atom ของธาตุในตารางธาตุ

ในที่นี้ให้สนใจเฉพาะธาตุที่เป็น โลหะ Alkali ซึ่งเป็นธาตุหมู่ 1,2

พบว่า Li ขนาดเล็กกว่า Na เล็กกว่า K เล็กกว่า Rb ตามลำดับ

รูปอธิบายการทำ ion exchange คือการแช่ชิ้นงานใน KNO3 ในอุณหภูมิที่แก้วที่ชั้นผิวเริ่มเกิดการละลายออก K ที่มีขนาด atom ใหญ่ (0.26 nm) กว่าจะเข้าไปไล่ที่ Na (0.19 nm) ออกมา

สังเกตว่า K จะไม่เข้ามาลึกมาก อยู่ชั้นผิวๆ ความแข็งแรงที่เกิดขึ้นจึงอยู่ประมาณ 100 micron จาก surface ของชิ้นงานเท่านั้น (หลังจากทำ ion exchange จึงไม่ควรขัดชิ้นงานอีกเลย เพราะ 100 micron ที่ได้จะหายหมด)

แล้วกระบวนการแลกเปลี่ยนไอออนคู่ ต่างจาก กระบวนการแลกเปลี่ยนไอออน(ธรรมดา) ยังไง?

ดูกันชัดๆ มันคือ Dual ion exchange ไม่ใช่ ion exchange ธรรมดา

ตามประวัติแล้ว Dual ion exchange ค้นพบหลัง ion exchange ประมาณ 23 ปี

แสดง paper ของ Dual ion exchange ปี 1993

Dual ion exchange เป็นการทำการแทนที่ด้วยไอออน 2 ครั้ง คือ

ครั้งที่ 1 จะแทนที่ Na (0.19) หรือ K (0.26) ด้วย Li (0.12 nm) ที่อุณหภูมิสูงกว่าการทำ ion exchage ปกติ เพื่อให้ความหนืดของแก้วลดลง (flow มากขึ้น) และ Li จะ diffuse เข้าผิวได้ลึกที่สุด

ครั้งที่ 2 จะทำที่อุณหภูมิปกติ (เหมือน ion exchange ธรรมดา) เพื่อแทนที่ Li (0.12) ด้วย Na (0.19) อีกครั้ง ทำให้เกิด residual compressive str คงเหลือในผิวชิ้นงานในที่สุด

พบว่านอกจาก นอกจาก Dual ion exchage จะให้ Flexural str ของชิ้นงานเหนือกว่า ion exchange และให้ความหนาของชั้นผิวที่หนากว่าด้วย (จาก ion exchange ครั้งที่ 1 ซึ่ง Li แพร่เข้าไปได้ลึกขึ้น)

ตัวเลขความหนาของชั้น Dual เพิ่มขึ้นจาก 50-100 micron เป็น 140 micron

(สังเกตว่า Abstract ของ paper ที่ยกมาข้างบน แทนที่ K ด้วย Rb (0.29 nm) เลยนะครับ)

จากรีวิวของฝรั่ง กระจกหลังของ iPhone 11 เป็นแบบกระจกด้าน (matte glass) ตรงนี้น่าจะเกิดจากการทำให้ matte อย่างตั้งใจของ Apple เพื่อลดรอยนิ้วมือจากการจับ ไม่ใช่ effect จาก Dual ion exchange เพราะกระบวนการทำ Dual ion/ion exchange มีข้อเด่นที่เหนือกว่าการทำ Thermal tempering คือ ไม่มีผลต่อ Optical property (translucency, no discolor)

เราจึงอาจเรียก กระบวนการ ion exchange อีกอย่างว่า Chemical tempering นั่นเอง

แสดงคลิปแสดงการทดสอบความทนทานของฝาหลังจาก Apple ที่ทำให้คนทั่วไปเข้าใจโดยใช้คำว่า Tough

จับโปเกม่อนโดยใช้ iPhone 8 Plus vs HUAWEI Mate 20 Pro

ปกติผมจะใช้ iPad Pro 10.5 ในการจับ Pokemon ครับ เพราะจะตั้งเครื่องนั่งจับตอนช่วงว่างๆ ในที่ทำงาน ยกเว้นตอนช่วงเดินทางจะใช้โทรศัพท์ในการจับ

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พอดีมีโอกาสใช้โทรศัพท์ทั้ง iOS และ Android สลับกันไปมา เลยเอาความรู้สึกที่ได้ใช้มาฝาก

ตัวแทนของ iOS คือ iPhone 8 Plus ใช้ iOS 12 และฝั่ง Android คือ HUAWEI Mate 20 Pro ใช้ Android 9.0 (Pie)

จากรูป โดยภาพรวมของเกมไม่แตกต่างกันครับ Niantic พยายามออกแบบ User interface และตำแหน่งการวาง icon แบบเดียวกันเลย

(หน้าจอมีการแสดงสีต่างกัน เพราะ iPhone 8 Plus ทางซ้ายมือของท่านผู้อ่าน เปิดการแสดงสีแบบ True tone ครับ)

ในส่วนชอง Setting ก็เหมือนกันเป๊ะ แต่ความแตกต่างที่พบคือ function การปิดหน้าจอด้วย Battery Saver ครับ

อาการคือ Mate 20 Pro จะปิดหน้าจอให้เมื่อกลับเครื่องลง ในครั้งแรกแล้วหลังจากนั้นหน้าจอจะไม่ยอมปิดอัตโนมัติอีก (10 ครั้งจะปิดหน้าจอให้ 3 ครั้ง) แต่ iPhone 8 Plus จะไม่เจอปัญหานี้ครับ เพราะหน้าจอจะดับให้ทุกครั้งที่คว่ำเครื่องลง

ในเรื่องของการจับสัญญาณ GPS พบว่า Mate 20 Pro จับ GPS ได้ดีกว่า iPhone 8 Plus มากครับ โดยจะเห็นได้ชัดเมื่ออยู่ภายในอาคาร หรือ ภายในรถสาธารณะ

เมื่อพบว่า iPhone จับ GPS ไม่ได้ การเปิด Wifi ช่วย จะทำให้การจับสัญญาณดาวเทียมกลับคืนมา

ส่วน Mate 20 Pro ไม่ต้องใช้การเปิด Wifi ช่วยเลย เพราะสัญญาณเครือข่ายของ Operator สามารถระบุตำแหน่งได้เพียงพอ

ปัญหาการจับสัญญาณคลื่นวิทยุของ iPhone เริ่มมีมาตั้งแต่ iPhone 7 เพราะมีการใช้ MODEM chip จาก 2 บริษัท คือ Qualcomm และ Intel โดยสรุปจากผลทดสอบจาก Lab และรีวิวจาก user พบว่า เครื่องที่ใช้ Modem chip ของ Qualcomm จะรับสัญญาณได้ดีกว่า

เรื่องการจับสัญญาณขึ้นกับสภาพแวดล้อมด้วย สมมติถ้าเครื่องอยู่ใกล้ Cell site ถึงอยู่ในที่อับสัญญาณ GPS แต่ A GPS ของ MODEM chip ในโทรศัพท์ จะชดเชยความแตกต่างของ GPS จริงๆ ตรงนี้ได้

เรื่องหน้าจอสัมผัสขณะจับ Pokemon

สัดส่วนหน้าจอของ iPhone 8 Plus ใช้สัดส่วนหน้าจอ 16:9 แบบ Smart phone รุ่นเก่า แต่ Mate 20 Pro มี ratio 19.5:9 ตรงนี้ขึ้นกับความเคยชินของผู้ใช้

แต่ความรู้สึกส่วนตัว หน้าจอสัมผัสของ iPhone ให้ความเป็นธรรมชาติมากกว่า

ระยะห่างจากเป้าหมาย พบว่า อยู่ที่ 40 เมตร สำหรับ map ใน Pokemon ของ iOS

Pokestop อยู่ที่ พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.6

ระยะที่ Pokestop เริ่ม active

ระยะที่วัดได้จาก Google map อยู่ที่ 40 เมตร

แต่ระยะที่วัดได้จาก map ของ Pokestop จะไกลกว่า หมายความว่า ถ้าใช้เครื่อง Android จับ Pokemon จะได้เปรียบกว่าใช้เครื่องฝั่ง iOS ครับ เพราะยืนได้ไกลกว่า

พาเดินชมงานแสดงสินค้า ประชุมวิชาการฯ กลางปี 2562

ครั้งที่ 1 ของปี 62 ผม เลื่อนนัดคนไข้ไม่ได้ ติดภารกิจ เวลาไม่พอฟังงานประชุม เลยได้แต่เดินดูสินค้าอย่างเดียวครับ

แต่ก็เดินได้ทั่วงาน พอเป็น idea ปีนี้บูธขาย Unit ลงเยอะมาก

เพื่อเดินเข้าไปในโซนแสดงสินค้าได้ ต้องลงทะเบียนก่อน

ตอนผมเข้าไป wifi ของงานมีปัญหาครับ แต่เราสามารถลงทะเบียนผ่านเวบไซต์ของทันตแพทยสมาคมล่วงหน้าก่อนได้เลย แล้วนำเลข register ที่ได้ไปรับป้ายหน้างานครับ

เข้าไปที่ link นี้นะครับ

https://www.thaidental.or.th/visitor

แล้ว input ข้อมูลเลข ท. และ ID บัตรประชาชน

ได้รับป้ายเข้างานแล้ว พร้อมลุย

ผมเดินเข้าทางด้านบันไดเลื่อน เพื่อต้องการวนรอบนอกก่อน และพวกบูธ Fluocaril และบูธ Lion จะอยู่ด้านรอบนอกครับ จะได้ไปรับ Gift จากบูธเหล่านี้ก่อน

เจอบูธเครื่องมือ Ortho ก่อนเป็นบูธแรก

1 tray แถม 1 tray

สังเกตว่า บูธแสดง 3D printing เยอะขึ้นกว่าทุกครั้ง อย่างมีนัยสำคัญ

model ที่ print เสร็จ

maxilla หลุดโฟกัสไปนิด

แสดง ingot และงานที่ milling

Computer-guided stent

บูธ VRP

ตะขอ resin composite ขนาดใกล้เคียงตะขอเหวี่ยง และเลือกสีได้มากขึ้น

บูธ Ivoclar จะขายวัสดุในส่วนของ intra-oral material เป็นส่วนใหญ่ (ส่วน Dental vision จะขายอุปกรณ์และวัสดุที่ใช้ใน Lab )

ingot

Valiolink N set เล็กลงเมื่อเทียบกับ Variolink II แต่ออกแบบให้มี direction การใช้งานที่ง่ายขึ้น

ยกออกมาดูใกล้ๆ  พบว่า ไม่มี try in paste แล้วในชุด ต้องซื้อแยก

Bonding system ที่ treat กับชิ้นงาน

Bonding ที่ treat กับฟัน  ชุด Variolink n ในงาน 13,xxx บาท

หวานมาก

บูธชูมิตร

มันเป็น Lidocaine 2%

Crown remover ในงานปีนี้ราคาลดลง

หัวเปลี่ยนได้ 2 แบบ

บูธนี้แปลกมาก

แปรงฟรุ้งฟริ้ง

ดูเลอค่า

มองหาน้องประจำบูธไม่เจอ

Darphie เอาเก้าอี้นั่งแล้วไม่ปวดหลังมาขายครับ

เก้าอี้คาวบอย Salli อารมณ์จะเหมือนนั่งบนอานม้าครับ บังคับไม่ให้ขาหุบและให้หลังยืดตรงตลอดเวลา คือ ถ้านั่งงอหลัง จะไม่ stable คุณจะร่วงจากเก้าอี้ตัวนี้ทันที

 

 

ตัว Top ของ Salli มี option เป็น back rest ที่ต้องซื้อเพิ่ม

 

IMG_20190612_140541_1

 

บูธขายเครื่องมือ Surg

ดู blade แล้วยังใหญ่เกิน

 

 

จากตรงนี้จะเริ่มเข้ามาใน Hall ใหญ่

 

บูธ Homedent กระดาษเช็คสูง เช็ค contact ที่ดีที่สุด อยู่ที่นี่

เป็นบูธเดียวที่ยังขาย Semiadjust articulator

บูธ Nu-Dent

Handheld portable X-ray

Etching บ้องใหญ่ แต่ทำไมเป็น 36% นะ?

ยังขาย All-bond อยู่ เป็น Universal แล้ว

Resin cement ของ Bisco

Etch เป็น 37%

บูธเสื้อกาวน์

design แบบไม่ให้หมอผู้ชายต้องใช้กันเลย

อยู่ที่บูธ Bella vita

เข้าบูธ Accord เห็นเครื่อง Scan กำลังว่าง เลยรีบเข้าไปเล่นก่อน

Intra-oral scanner ที่กำลัง heating คือ การไล่ฝ้า (ความชื้น) ออกจากหัว scan ครับ

Trios 3 Basic คือ เฉพาะเครื่อง scan ไม่รวม จอ monitor แบบลากได้พร้อมกล่อง CPU

move&cart คือรวมจอ+CPU box

โซน CAM

close up เครื่อง milling

แท่ง ingot

ชุดขัดของ Shofu

ชุดตรงกลางแถวบน คือ Zilmaster

คือใช้ขัดงาน Zirconia ครับ ชุดละ 4000 บาท

ขัดงาน All ceramic ได้ทุกตัว แต่ถ้าไม่ใช่ Zirconia ไม่ต้องใช้ตัวสีเข้มสุดครับ

ด้านหลังกล่อง

เครื่อง Airflow

บูธ GC

ที่รักของ Pedo

บูธขาย Burs

ค่อนข้างถูกครับ 90 บาท/bur และซื้อเยอะมีแถม

โคตรแห่งโมเดล

ปักแบบตำแหน่งดีมาก แถวซี่ 4 ซี่ 5 นี่ โคตรปราบเซียนเลย

ระดับอาจารย์ปักซี่ 4 ไปโดนรากซี่ 3 ต้อง RCT ต่อก็เจอมาแล้วครับ

Loop มีหลายบูธ ค่อยๆ เลือก ค่อยๆ ลอง ใจเย็นๆ

เครื่อง Peizo surgery

เครื่องนี้แปลกดี ตอนแรกผมนึกว่า เครื่อง ultrasonic clean burs แต่ทำไมดูอลังการจัง

จริงๆ มันไม่ใช่อย่างที่คิด

บูธขาย hand instrument

แนะนำว่า ควรทดสอบด้วยตาและมือตัวเอง ก่อนซื้อทุกชิ้นครับ เพราะเป็น 1 แถม 1

อารมณ์ประมาณนี้ 1 แถม 1

บูธ Kerr

บูธ Kavo

บูธเจมอริต้า

อันนี้น่าสนใจ มันคือ External oral suction ครับ

ส่วน part ของ compressor

ส่วนตัวเครื่องที่อยู่ข้างเก้าอี้สามารถเป็น mobile unit หรือ mount wall ก็ได้

การทำงานใช้ sensor เปิดปิดครับ

 

VDO แสดงการใช้งานจริง

 

บูธ Mid-west

เครื่อง light cure แบบ wireless

ชุดนี้จะมี 2 ตัวที่เหมือนกัน และวางบนแท่น charge เดียวกัน ตรงข้อต่อหมุนเป็นมุมต่างๆ ได้รอบ 360

ประมาณ 3 หมื่น

ปีนี้บูธขาย Unit ลงเยอะ แสดงถึงการเปิดคลินิกใหม่ และขยายกิจการ สวนกระแสเศรษฐกิจ?

เดินผ่าน Accord อีกรอบ

บูธ Kulzer

Gluma ยังเป็นตัวชูโรงเหมือนเดิม

Resin composite ของ Kulzer

Technical spec

ของแจกที่บูธครับ เป็น file VDO อธิบายผลิตภัณฑ์ และสามารถลบออก แล้วใช้เป็น memory card ได้

เป็น micro SD

เข้าสู่อาณาจักรของ Dentsply

เครื่อง CEREC gen ล่าสุด (gen ไหนแล้วก็ไม่รู้ เพราะเรียนตั้งแต่ 1st gen แต่ไม่เคยใช้ซัก gen ครับ)

แสดงการทำงานเครื่อง CAD

 

เครื่อง CAM ของ CEREC

ดูกันเพลินๆ

Ankylos

Endo rotary ของ Dentsply คือ ชุด Protaper กับ WaveOne (Gold รุ่น Gold คือมีวิธีการ treat โลหะแบบใหม่ ทำให้เกิดเป็นโลหะที่มีสีทอง จึงเรียก WaveOne รุ่นที่ 2 ว่า WaveOne Gold)

Protaper จะหมุนทางเดียว แต่ WaveOne จะหมุนแบบ reciprocating (คือไปและย้อนกลับ)

เคยมีรีวิวแบบละเอียดแล้วที่นี่ครับ

ขอเวลาอีกไม่นาน..แล้วงาน Hands-on ที่ดีที่สุด จะคืนกลับมา review: บรรยากาศงานประชุม Amazing Rotary Endodontics III

ชุดยึดขิ้นงาน Ceram X

ระบบ Bonding ที่ใช้

full set ทั้ง fix ทั้งขัด ในกล่องเดียวกัน

ชุด Porcelain kit

Resin cement ของ Dentsply ครับ

microscope ของจีน ที่เอามาทำตลาดในไทย

ชื่อ Zumax

ส่วนนี้คือ mobile phone adapter ที่วาง case โทรศัพท์ครับ ใช้ทำ Facebook Live ได้

ราคาเริ่มต้น

จักรวาลของ Dent-mate

Aluwax ก็มีขาย

บูธ DDI

model wax

Block out wax

ราคาขึ้นทุก wax ปีนี้ 6xx บาท

บูธ NSK

บูธ Invisalign

ตัว Scan

แบบ scan อย่างเดียว แล้วประมวลผลด้วย notebook

เดินจนงง กลับมา Kavo อีกครั้งได้ไง

บูธขายเครื่อง Digital occlusal analysis

ลองเล่นได้ครับ เครื่องละ 3 แสน

แผ่น sensor ที่กัด

น้องบอก โทรให้ไปลองใช้ที่คลินิกได้ครับ

เครื่องพันธนาการ

ขนาดใหญ่พอจะจับ หมอ Pedo มัดไว้แทนเด็กได้

บูธ SD ทันตเวช

อันนี้คือ ของ AAA นะครับ

นี่ก็ AAA

ของจริงจะอยู่บูธนี้ครับ อยู่ด้านนอก ตรงประตูทางเข้าด้านนึง

แต่ตลกตรงที่ราคา 3D ถูกกว่าแบบ Classic ครับ

น้องบอก Vita ต้องการกระตุ้นให้หมอเทียบสีเป็น 3D แทน

ปิดท้ายที่บูธ CU น้องๆ CU มีแบบสอบถาม เกมส์ให้เล่น รับของรางวัลครับ

มีแปรงขายด้วย

ดูเวลาแล้วใช้เวลาเดินทั้งหมดนี้ 4 ชั่วโมงครับ

ทบทวนสิ่งที่ต้องมีเพื่ออ่านหนังสือเล่มนี้

 

IMG_2126

 

ปัญหาคือคำว่า Basic นี่หละครับ ถ้าไม่กลับมาทบทวนเบสิค อาจจะถึงกับถอดใจจนอ่านได้ไม่จบได้เลย

 

1.ทบทวนพันธะเคมี

bond ที่ยึดอะตอมให้กลายเป็นโมเลกุล จะมี 3 ประเภท คือ

(1.)พันธะ ionic

(2.)พันธะ metallic

(3.)พันธะ covalent

 

และ สิ่งสำคัญคือ

เฉพาะโมเลกุลของอะตอมที่ยึดด้วยพันธะ covalent เท่านั้น ที่จะมีการยึดด้วยแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล (Van der Waals interaction)

โดยใช้แรงดึงดูดระหว่างประจุซึ่งถือเป็นแรงอย่างอ่อน เพราะวัสดุที่เกิดจากพันธะ ionic และพันธะโลหะ มีการใช้ electron ร่วมกันจนไม่มีขอบเขตระหว่างโมเลกุลที่แน่นอน แต่โมเลกุลของพันธะ covalent จะมีการยึดระหว่าง atom เพื่อให้เกิดเป็นโมเลกุลที่แข็งแรงมาก แต่ในระหว่างโมเลกุลด้วยกันเองจะยึดด้วยพันธะที่มีแรงยึดอ่อนกว่า

ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถเปลี่ยนสถานะของน้ำได้ง่ายด้วยการแช่ตู้เย็น หรือ ต้มให้เดือด แต่ถ้าจะแยกโมเลกุลของน้ำออกเป็น H และ O จะต้องใช้ขบวนการที่ยุ่งยากกว่ามาก

Van der Waals interaction จะประกอบด้วย London force, Dipole-dipole interaction และ Hydrogen bond  ในทั้ง 3 แบบของ Van der Waals interaction นั้น Hydrogen bond เป็นแรงยึดเหนี่ยวที่มีค่าสูงสุด (ตามมาด้วย Dipole-dipole และ London force มีค่าต่ำสุดตามลำดับ)

หนังสือเล่มนี้จะพูดถึง ชื่อพันธะเหล่านี้  จึงควรทำความเข้าใจและแยกพันธะที่ยึดระหว่าง atom และพันธะที่ยึดระหว่างโมเลกุลต่อโมเลกุล ออกจากกัน

 

เพื่อให้เห็นภาพ ขอยกตัวอย่าง โมเลกุลของน้ำ

น้ำ 1 โมเลกุล (H2O) ประกอบด้วย H 2 อะตอม และ O 1 อะตอม เชื่อมต่อกันด้วยพันธะ covalent ซึ่งใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน โดยที่ atom ทั้งสามตัวเรียงกันทำมุม 105 องศา โดยมี O เป็นขั้วลบ และ H เป็นขั้วบวก

IMG_1622

 

แต่โมเลกุลแต่ละโมเลกุลของน้ำจะเชื่อมต่อกันด้วยพันธะไฮโดรเจน

 

IMG_1623

ดังนั้นต้องแยกความแตกต่างของพันธะ covalent และ Van der Waals force และ/หรือ พันธะไฮโดรเจน ให้ออก

(เพราะผมเคยคุยเล่นๆกับมิตรสหายบางท่าน พบว่า ยังสับสนและเข้าใจว่า Hydrogen bond เป็นพันธะที่แข็งแรงกว่า covalent bond ก็มี)

 

2.ทบทวนตรีโกณมิติในวงกลม 1 หน่วย

เพื่อเข้าใจความหมายของด้านประกอบมุมฉากที่ค่ามุม (t) ต่างๆ ครับ

ค่าที่ใช้บ่อยในหนังสือคือ ค่า cos t ครับ ในวงกลม 1 หน่วย ถ้าเราสนใจเฉพาะมุม t ที่เป็นค่าบวก

ค่าจุดตัดบนแกน x จะ = (1,0)  ซี่งเป็นตำแหน่งที่ค่ามุม t = 0 องศา

แทนตำแหน่ง (cos t,sin t) = (1,0)

ดังนั้น cos 0 องศา = 1  และถ้า t = 90 องศา ได้จุดตัด (0,1) จะได้ cos 90 องศา = 0

 

IMG_1624

ค่า cos ของมุมจะอ่านจากพิกัดที่แกน x  ในขณะที่ค่า sin อ่านจากพิกัดของแกน y

เวลาที่พูดถึงค่าใดๆ ก็ตามคูณด้วย cos ของมุมที่เกิดจากค่านั้น ให้เข้าใจว่า เป็นแขนของด้านประกอบมุมนั้นๆ

ยิ่งมุมเพิ่มขึ้น ค่า cos จะลดลง  ดังนั้น cos 0 องศา จะเป็นค่า cos ที่มีค่ามากที่สุด

 

IMG_1625

 

 

3.ทบทวนกลศาสตร์ของของไหล เรื่อง แรงดึงดูด capillary force

 

h = ความสูงของของเหลว (the liquid height)
γ = แรงตึงผิวของของเหลว (the surface tension)
θ = มุมสัมผัสของของเหลว (the contact angle of the liquid on the tube wall)
ρ = ความหนาแน่นของของเหลว (the density) (มวล/ปริมาตร)
r0 = รัศมีของหลอด (the tube radius)
g = ค่าแรงโน้มถ่วง (9.8 m/sˆ2)

 

IMG_1626

 

เพราะในหนังสือจะแสดงเฉพาะสูตรของ Jurin’s law ครับ แต่ไม่มีรูปประกอบ จึงอาจนึกภาพในการแทนค่าไม่ออก  (เนื้อหานี้จะอยู่ในบทที่ 1)

แสดงสูตร capillary force ของ Jurin

IMG_2128

 

4.เข้าใจความแตกต่างของภาพที่เกิดจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (TEM) และแบบส่องกราด (SEM)

ในหนังสือจะมีภาพประกอบจากทั้ง 2 กล้อง ปะปนกัน  เวลาดูรูป เพื่อให้นึกทิศทางของ specimen ออก แนะนำว่า ควรอ่านคำบรรยายใต้ภาพประกอบด้วยว่า มาจาก TEM หรือ SEM

 

(1.) กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (TEM: Transmission Electron microscope)

วัตถุที่นำมาส่องจะถูกตัดเป็น slide ที่บางมาก (~ 100 nm) ภาพที่เห็นจะเหมือนเราดู slide

ยกตัวอย่าง ถ้านำ มด มาตัด section แล้วดูด้วย TEM ภาพจะออกมาคล้ายๆ แบบนี้ครับ

(รูปนี้ไม่ได้ส่องจาก TEM นะครับ เพียงแต่ยกขึ้นเพื่อให้เห็นความแตกต่างจาก ถ้าเรานำ มด มาส่องด้วย SEM)

 

IMG_1628

 

 

(2.) กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (SEM: Scanning Electron microscope)

ใช้สำหรับส่องดูพื้นผิว  ยกตัวอย่างถ้านำมด มาส่องด้วย SEM ภาพจะออกมาแนวๆนี้

คือเหมือนเห็น surface anatomy ของมดแบบชัดเจนมาก แต่ไม่เห็นทะลุเข้าไปข้างในแบบส่องจาก TEM

 

IMG_1627

 

ดังนั้นเวลาอ่านภาพ ต้องดูก่อนว่า เป็นภาพที่เกิดจาก SEM หรือ TEM เพื่อเราจะนึกถึงทิศทางของภาพออกครับ  (ว่าเป็นการถ่ายกราดบนพื้นผิว หรือ การส่องผ่าน specimen ที่ตัด section แล้ว)

 

 

 

5.ทบทวน Organic chemistry เพื่อทำความเข้าใจ functional group พื้นฐาน

เฉพาะตัวที่เจอบ่อยๆ

IMG_1629

 

สูตรโมเลกุลแยกตาม functional group

อันนี้ออกจะเกินไปหน่อย ในหนังสือไม่เยอะเท่านี้ครับ

 

IMG_1630

IMG_1631

 

Prefix (คำนำหน้า) ของจำนวนต่างๆ ตาม IUPAC (International Union of Pure and Applied Chemmistry)

 

IMG_1632

 

 

รูปแบบ Chain ของ Hydrocarbon ที่พบได้บ่อย

วิธีใช้คือ ถ้าอ่านเจอชื่อของสารที่อยู่ใน Primer หรือ Adhesive แล้วรู้สึกสะดุดใจ อยากรู้รูปร่างของ chain ก็มาเปิดตารางนี้เทียบได้ครับ จะมองเห็นภาพมากขึ้น  แต่ถ้าไม่สะดุดใจ ก็ผ่านตรงนี้ไปได้เลย

 

IMG_1633

IMG_1634

IMG_1635

 

ตัวอย่างเช่น พวก Phenyl- นี่ เจอบ่อยมาก จะเห็นว่ามันคล้ายๆ Benzyl-  แต่ยังเห็นแขนของ -CH- ที่ยังต่างกัน  เป็นรายละเอียดที่ถ้ามองเห็น ก็จะเข้าใจความแตกต่างของ functional group

 

 

6. ทบทวนปฎิกิริยาการเกิดโครงข่ายของ Polymer

โพลิเมอร์ เกิดจาก chain ของ monomer มาต่อเรียงกันด้วยปฏิกิริยา Polymerization โดยทั่วไปต้องมี monomer มาเชื่อมยาวมากกว่า 200 unit (จำนวน monomer ใน chain เรียก degree of polymerization)  การเชื่อมต่อกันในสายของ monomer ทำให้เกิด polymer ได้ 3 รูปแบบ

(1.) polymer เชิงเส้น (linear polymer) คือเป็นเส้นตรงยาวไปเรื่อยๆ

(2.) polymer กิ่ง (branched polymer) มี chain หลักสายเดียว แต่มี monomer เชื่อมต่อเป็นกิ่งแยกออกไป

(3.) polymer โครงข่าย (crosslink polymer) มี chain หลักแล้วเกิดการเชื่อมโยงโดย chain รองที่เกิดจาก monomer ต่อเรียงกันหลายหน่วยเป็นโครงข่ายกับ chain หลักสายอื่นขึ้น

ในหนังสือ จะมีรายละเอียดโพลีเมอร์แบบโครงข่าย เรื่อง ตัวเชื่อมโยงโครงข่าย (Crosslinker) ที่ทำให้เกิดความหนาแน่นของโครงข่ายมาก หรือ น้อย ซึ่งมีผลต่อความแข็งแรงของโพลีเมอร์เพิ่มขึ้น หรือ ลดลง ตามลำดับ

 

 

IMG_1636

 

 

7. ในบทที่ 2 มีเรื่อง วิวัฒนาการของระบบ bonding

ผมคิดว่า การได้ยินชื่อท่านอาจารย์อย่างเดียว ไม่น่าจะซึ้งพอครับ เลยค้นรูปเพิ่มเติมมาให้ด้วย

เวลาอ่านเจอชื่อท่านเหล่านี้ จะทำให้ยิ่งจำได้ดีขึ้น

 

ท่านนี้คือ Dr. Michael G Buonocore

 

IMG_1637

 

ส่วนท่านนี้คือ Prof. Nobuo Nakabayashi  ผู้คิดค้นคำว่า Hybrid layer (ชั้นของเส้นใยคอลลาเจนที่ถูกห่อหุ้มด้วยเรซิน) ท่านไม่ใช่ Dentist นะครับ แต่เป็นนักเคมี

 

IMG_1638

 

 

8.คำแนะนำในการอ่านอื่นๆ

สำหรับนักศึกษาทันตแพทย์ แนะนำให้อ่านตามที่ท่านอาจารย์เรียงไว้ครับ

คือ บท (ส่วน) ที่ 1–>2–>3–>4

แต่สำหรับทันตแพทย์ที่เป็น clinician ขอแนะนำให้อ่าน บท (ส่วน) ที่ 4–>3–>2–>1 ครับ จะเข้าใจง่ายกว่า

 

สุดท้ายนี้ขอให้สนุกกับการอ่านครับ  อาจจะมีอีก topic เป็นรีวิวหนังสือเล่มนี้ครับ

เพราะหนังสือเล่มนี้ท่านอาจารย์ผู้เขียนได้ตอบคำถามที่ทันตแพทย์ชอบถามกันด้วยว่า

 

“Bonding ยี่ห้อไหน ใช้ดีที่สุด?”

 

(เล่มสีแดงข้างล่าง คือ Dent mat ของท่านอาจารย์เจน ครับ ผมลองอ่าน Bonding เมื่อ 30 ปีที่แล้วเทียบกับเล่มบนที่ update สุด เพื่อ compare กัน พบสิ่งที่น่าสนใจมากๆ)

IMG_1639