Category: Uncategorized

theMask Slayer II : Angels and Demons

ในสถานการณ์ปกติ (ก่อน Pandemic COVID-19) การใช้งาน N95 mask (ในบทความนี้ ขอเรียกแทน N95 respirator ว่า mask นะครับ ) CDC ได้จัด การใช้ mask ที่เราใช้อยู่เป็น routine ว่า การใช้แบบ Conventional strategies คือ ใช้แบบ everyday practice

แต่ตอนนี้ได้เพิ่มเติมการบริหาร mask อีก 2 รูปแบบ

1. Contingency strategies เป็นการใช้แบบยืดระยะเวลา จาก ปกติ mask 1 ชิ้น/คนไข้ 1 เคส กลายเป็น การใส่ mask 1 ชิ้น แล้วทำคนไข้ต่อเนื่องได้หลายๆ เคส

2. Crisis capacity strategies อันนี้คือ แบบวิกฤติสุด นอกจากจะ extended use แล้วยังยอมรับการ reuse mask เพื่อกลับมาใช้ใหม่ได้อีก (แต่ย้ำว่าเป็น limited reuse)

แน่นอนว่า การบริหาร mask ทั้ง 2 รูปแบบนี้ ขัดต่อ indication ของบริษัทผู้ผลิต

จากบทความตอนที่แล้ว (theMask Slayer) ในบทนี้ mask จะหมายถึง N95 ด้วยนะครับ

(ในรูป คือ R95 ตามมาตรฐาน NIOSH (สถาบันอาชีวอนามัยและความปลอดภัยแห่ง US))

คือ ผมซื้อ mask มาผิดครับ เพราะตอนที่มี Pandemic เมื่อต้นปี 2020 ผมอ่าน component ของ SARS-CoV-2 แล้วรู้ว่ามันเป็น RNA virus ที่มีเปลือกเป็น lipid หุ้ม

เลยเข้าใจผิดว่า ต้องการ mask ที่กัน Oil ได้ด้วย จึงไปสั่ง R95 มาใช้ครับ ทั้งที่จริง N95 ก็พอแล้ว เพราะปริมาณ lipid (Oil) จากตัว virus มีปริมาณน้อยจนไม่มีผลต่อคำว่า N (Not oil resistant) ใน N95

infographic จาก CDC

N95 มีรูปแบบที่แบ่งได้เป็น 2 shape คือ แบบ Dome-shaped กับแบบ Duckbill

แบบ Dome-shaped

และแบบ N95 Duckbill type

มีการศีกษา N95 ในแผนก Emergency ของ UCSF (เฉพาะเรื่อง Fit test นะครับ)

Duckbill type เมื่อใช้แบบ extend use จะเกิด fit failure มากกว่า Dome-shaped > ~2 เท่า

ดังนั้นถ้าเลือกซื้อได้ ให้ใช้แบบ Dome ครับ

ที่นี่เราจะมาดูที่การใช้ N95 ในสถานการณ์พิเศษ (คือ ขาดแคลน เราไม่มี supply ของ mask เหมือนในภาวะก่อนเกิด COVID)

ถ้าไม่ใช้แบบ case ต่อ 1 ชิ้น mask ได้ เราใส่แบบต่อเนื่องคือ ทำติดต่อกันหลายเคสได้นานเท่าไหร่?

คำตอบคือ 8 ชม. ครับ

หรือ ถ้าไม่ใส่ต่อเนื่อง แต่เป็นการใส่แล้วถอด CDC ให้ตัวเลขไว้ที่ 5 ครั้ง

( 5 ครั้ง คือ ใส่-ถอด นับ 1 ครั้ง, ใส่-ถอด ครั้งที่ 2, … , ใส่-ถอด ครั้งที่ 5)

แต่มีข้อแม้ที่ต้องประเมิน 4 ข้อ ก่อน Extend use หรือ Reuse คือ

1. ถ้า mask ขาด หรือ มีรอยปริ –> Damage ห้าม Extend use หรือ ห้ามเอาไป Decontaminate แล้ว Reuse

2. ถ้ามองเห็นสิ่งปนเปื้อนที่ผิวนอกสุด หรือ ทำงานที่คิดว่า ปนเปื้อนแน่นอน –> Contamination and soiling ก็ห้าม Extend หรือ Reuse เป็นอันขาด (เหมือนข้อ 1)

3. ประเมิน Filtration performance และ ประเมิน Fit test –> ถ้าประเมินผ่าน ให้ใช้แบบ Extend และ/หรือ Reuse ใช้กลับมาใหม่ได้

แสดงที่มาของตัวเลขการใส่ถอด ไม่เกิน 5 ครั้ง ของ N95 ทั้งหมด 6 brand แล้ว Fit test ผ่านค่า 100

จาก theMask Slayer ตอนแรก เขียนเพื่อให้เข้าใจส่วนประกอบพื้นฐานของ Surgical mask แล้ว ในตอนนี้จะง่ายขึ้นในการทำความเข้าใจกับ N95

จากความหนาแน่นของ Polypropylene ในชั้น meltblown ของ Surgical mask 1 ชิ้น ที่ 20-25 g/mˆ2

เมื่อกลายเป็น N95 ค่านี้จะถูก x2 คือ = 25-50 g/mˆ2 คิดเป็นน้ำหนัก Polypropylene 9 g/ N95 mask 1 ชิ้น (ที่จริงน้ำหนัก Polypropylene จะเพิ่มอีก 2 g รวมเป็น 11 g ในชั้น filter)

แสดงในรูป

จะเห็น ชั้น meltblown 2 ชั้น และมีชั้น filter อีกชั้นกั้นระหว่างชั้น meltblown (คือ 2 g ที่เพิ่มขึ้น)

ต่อไปจะอธิบายให้เข้าใจ Filtration mechanism ที่ละไว้ใน theMask Slayer ตอนที่ 1 โดยละเอียด

คือ ถ้าสังเกตโฆษณาของสรรพคุณของ mask, Filter ของ suction หรือ เครื่องฟอกอากาศ

เรามักจะพบการใช้ตัวเลขของ Particle ขนาด 0.3 um (ทำเป็น nm ให้ x1000) เป็นตัวแสดง efficacy ทำไมบริษัทผู้ผลิดต่างๆ จึงไม่ใช้ตัวเลขที่น้อยกว่านี้

เช่น บอกว่า “เครื่องกรองของเราสามารถกรองได้ที่ 0.0075 um กรองเชื้อ COVID ขนาด 0.06 um ได้สบายมาก”

แต่ทำไมจึงเลือกใช้ตัวเลขที่ 0.3 um?

ยกตัวอย่างเช่น

รีวิว Xiaomi Mi Air Purifier Pro H (บรรทัดที่ 3)

เรารู้ขนาด virus particle ของ SARS-CoV-2 อยู่ที่ 60-140 nm (ทำ nm ให้เป็น um ให้ใช้ 1000 หาร) และขนาดรูของชั้นกรองในชั้น meltblown อยู่ที่ 300 nm

สมมติ (ย้ำว่า สมมติ)

สมมติถ้า virus 1 ตัว กระเด็นจากการกรอฟันแล้วลอยในอากาศปลิวตามแรง air flow ของเครื่องปรับอากาศในห้องทำงาน เนื่องจากมันเล็กกว่ารูกรองถึง 5 เท่า (300 nm/60 nm) จึงอันตรายมาก เพราะผ่านรูชั้นกรอง mask เข้าจมูก Operator ได้ —> ถ้ายังเชื่ออยู่ อยากให้ตัดความเข้าใจเรื่องการกรองผ่านด้วย concept รูตาข่ายนี้ทิ้งไปได้เลย

การดักจับของ meltblown filter ที่มีเส้นใยนาโน จะเกิดขึ้นด้วย 3 กลไกหลัก

1. Interception

Particle ที่มีขนาดกลาง (ลองเทียบขนาดกับ meltblown fiber ภาคตัดขวางในรูป) เมื่อลอยมาตาม air flow จะถูกตักจับด้วยรัศมีของเส้นใยนาโน (เหมือนถูกแขนดักจับ รัศมีของเส้นใยคือแขน)

2. Inertial impaction

Particle ที่มีขนาดใหญ่ จะลอยตามแรงเฉื่อยจนมาชนกับเส้นใยนาโนโดยตรง เนื่องจากขนาด Particle ใหญ่จน move ตามแรงเฉื่อยของตัวเองจนเบี่ยงเบนจากทิศทางของ air flow ทำให้เกิดการปะทะกับเส้นใย (เหมือนรถที่วิ่งหลุดโค้ง)

3. Diffusion

เรารู้ว่า Diffusion คือ การแพร่ เช่น การแพร่ของยาชาจากตำแหน่งปลายเข็มที่มี conc สูง ไปยังบริเวณรอบๆ ที่มีความเข้มข้นของยาชาต่ำกว่า (เป็นเหตุผลว่า ทำไมเราต้องรอให้คนไข้ชาหลัง inj 5 นาที ก่อนทำหัตถการ)

กลไกการจับแบบ Diffusion จะใช้กับ Particle ที่มีขนาดเล็ก (ยิ่งเล็ก ยิ่งจับได้ดี)

ลองดู size ของตัวแปรที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ผม label ใหม่นะครับ ทำหน่วยทุกตัวให้เป็น um

Aerosol ขนาด 1 um

Filter pore ของชั้น meltblown ขนาด 0.3 um

SARS-CoV-2 ตัวใหญ่สุด 0.14 um,ตัวเล็กสุด 0.06 um (ค่าเฉลี่ย 0.125 um)

โมเลกุลของ Gas ขนาดใหญ่อยู่ที่ 0.006 um, ขนาดเล็กอยู่ที่ 0.0003 um

เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องสมมติ

สมมติว่าในห้องทำงานมี virus particle 1 particle ถูกปั่นด้วยหัวกรอ high speed airotor จนลอยฟุ้งเต็มห้อง ถูกแอร์เป่าปั่นป่วนไปหมด (แยก 1 particle จำนวนล้านๆ particles) การเคลื่อนที่ของ virus particle นอกจากจะเคลื่อนไปตาม air flow แล้วมันยังเคลื่อนไปในลักษณะนี้ไปด้วยครับ

virus particle ที่มีขนาดประมาณ 10 เท่าของโมเลกุล gas จะเคลื่อนที่แบบ zigzag จากการถูกชนด้วยโมเลกุล gas ที่มีขนาดเล็กกว่า virus

ในรูปจุดสีเหลือง จำลองการเคลื่อนที่แบบ zigzag ของ virus particle ที่ถูกชนด้วยจุดเล็กๆ สีดำ

จุดเล็กๆ สีดำ คือ โมเลกุลของ gas

เหมือนการทดลองหยดสีลงไปในแก้วน้ำ โมเลกุลของสีจะถูกชนด้วยโมเลกุลของน้ำ ทำให้เกิดการเคลื่อนที่แบบสุ่ม เรียก Brownian movement

จากทฤษฎีจลน์ของ gas รูปที่แสดงเป็น 2 มิติ แต่การกระจายตัวของ gas จริงๆ เป็น 3 มิติ

โมเลกุลของ gas จะมีโอกาสชนกันเองน้อยกว่าการชนกับ Particle ที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวมัน

เราเรียก ระยะห่างที่โมเลกุลของ gas เคลื่อนไปอย่างอิสระนี้ว่า Mean free path

รูปแสดงโมเลกุลของ gas ขนาดเล็ก คือ 0.3 nm (0.0003 um)

ระยะห่างระหว่างโมเลกุล = 3.3 nm (0.0033 um) คือ 10 เท่าของขนาดตัว

ระยะที่จะวิ่งไปชนกับ gas อีกโมเลกุล = 93 nm (0.093 um) คือ 310 เท่าของขนาดตัว

ถ้ามี virus 1 particle ที่มีขนาดเล็กสุด = 60 nm (0.06 um) คือ ใหญ่เป็น 10 เท่าของขนาดโมเลกุล gas ขนาดใหญ่ (6 nm) และเข้าใกล้ Mean free path ที่ 93 nm จึงชนได้ง่ายกว่า (ยิ่งถ้า virus ขนาดใหญ่ 140 nm ซึ่งมีค่ามากกว่า Mean free path –> โมเลกุลของ gas จะชนได้ทันที ทำให้ virus particle วิ่งเป็นแนว zigzag ในที่สุด)

เรียกการดักจับของ Filter ด้วยกลไกนี้ว่า Diffusion เพราะเหมือน Particle ขนาดเล็กและเล็กมากๆ เคลื่อนเข้าหาเส้นใยนาโนด้วยวิธีแพร่ (ผ่านโมเลกุลของอากาศในห้องทำงานนั่นเอง)

virus particle จะวิ่ง zigzag และถูกดักจับ

ดังนั้น ยิ่งเล็กมาก ยิ่งไม่มีปัญหาครับ และ ยิ่งขนาดใหญ่มาก ก็ยิ่งกรองได้สบาย

แต่สิ่งที่กรองยากที่สุดคือ Particle ขนาดกลางๆ พวกนี้มักจะผ่านชั้นกรองได้ง่าย แล้วคำถามคือ medium size นี้คือ ขนาดเท่าไร?

กราฟนี้คือคำตอบ

แนวแกน X แทนขนาด Particle แบ่งเป็น 3 ช่วง

ขนาดตั้งแต่ 0.01-0.1 um เป็น small particle

0.1- 1.0 um ขนาดกลาง

1.0 um ขี้นไป เป็นขนาดใหญ่

แนวแกน Y แทนประสิทธิภาพในการ filter ยิ่งค่ามาก ยิ่งกรองได้ดี

การอ่านผล จะเห็น พื้นที่ใต้กราฟสีเหลืองใน Particle ขนาดกลาง คือ ช่วง 0.3 – 0.5 um (เฉลี่ยที่ 0.4 um) มีขนาดน้อยที่สุด

ดังนั้น การแข่งกันทำ filter ให้ดี จึงต้องใช้ตัวเลข Particle ขนาด 0.3 um มาเป็นตัวโฆษณาประสิทธิภาพนั่นเอง

แสดงกราฟเดียวกัน แต่อีก scale ให้เห็นได้ชัดขึ้น

ข้อพิจารณาอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ที่บอกไว้ตอนต้นว่า virus particle 1 ตัว สามารถลอยไปลอยมาในอากาศได้ บางห้องทำงานมี virus particle ลอยฟุ้งกระจายประมาณ 1 ล้านตัว หรือมากกว่านั้น เป็นเรื่องสมมติ เพราะ

ในความเป็นจริงเราไม่สามารถแยก virus particle ออกจากน้ำลายของคนไข้ด้วยหัตถการทางทันตกรรมทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น high speed airotor หรือ low speed จาก contra หรือ straight handpice

เพราะความเร็วในการหมุนของเครื่องมือทันตแพทย์ ทำให้เกิดได้เพียง droplet และ droplet nuclei หรือ aerosol เท่านั้น การหมุนยังไม่สูงพอที่จะ isolation และ purify virus

ปัจจุบันการแยก virus ออกจาก specimen ทำได้ในห้อง Lab ได้ 2 วิธี

1. การแยกด้วยวิธี Plaque isolation คือ การ culture ใน cell culture

การ culture virus ไม่เหมือน bacteria ครับ คือ bacteria เราเลี้ยงใน media ที่มีอาหารแล้วใส่ bacteria ลงไป แต่ virus จะยากขึ้นไปอีกชั้น คือ ต้องมี cell แล้วมีอาหารให้ cell รอด จากนั้นจึงใส่ virus ให้มีชีวิตใน cell culture อีกที

2. การแยก virus ด้วยแรงจากการหมุน อันนี้หละคือ ใช้แรงเชิงกลโดยใช้เครื่อง Centrifuge

แต่แรงที่ใช้ในการหมุนอยู่ที่ 1000xg ครับ คือ = 1000 x 9.80665 = 9806.65 m/sˆ2 (F=ma, พูดถึง F โดยละ m ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

รูปแสดงการใช้ Centrfuge แยก virus เป็นชั้นออกจาก specimen ด้วยการหมุน 2 วิธีเปรียบเทียบกัน

Rate-zonal separation ใช้ size particle เป็นตัวแยก

ส่วน Isopycnic separation ใช้ density เป็นตัวแยก

อันนี้คือการแยก virus ออกจาก specimen นะครับ (Purification of viruses) ยังไม่ได้แยกออกมาเป็น virus 1 particle หรือ 10 particles นะ

ดังนั้นไม่ว่าจะชอบใจหรือไม่ แต่ต้องปรับความคิดซะใหม่ว่า ไม่มี virus ล่องลอยในอากาศเดี่ยวๆ โดยไม่เกาะกับอะไรเลย อย่างน้อยมันต้องมี droplet หรือ nuclei เพื่อเป็น reservoir เท่านั้น

(droplet ที่ลอยในอากาศได้ จะระเหิดส่วน gel หรือระเหย liquid ออกไป จนเหลือแต่ nucleus เมื่อมีกลุ่มหมอกของ nucleus ฟุ้งกระจาย จึงเป็นพหูพจน์ เรียก nuclei (ชื่อเต็ม droplet nuclei) และเรียก droplet nuclei ที่ลอยปลิวไปตาม air stream ในห้องนั้นว่า Aerosol (คือ ไม่มี gel หรือ liquid เหลือแล้ว แต่เหลือ sol (solid) ที่เป็นของแข็ง แขวนลอยใน Air ที่เป็น matrix ทำหน้าที่พยุงให้ลอยไปเรื่อยๆ –> Air+sol = Airosol = Aerosol))

(คำว่า Aer หรือ Aero เป็น prefix จาก Greek “aer” หมายถึง air หรือ gas )

จบข้อสงสัยเรื่อง filter ของ Surgical mask และ N95

มาถึงเรื่องการ Reuse ปัญหาคือ จะใช้วิธีอะไร Decontaminate N95 เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่

(อย่าลืม requirement สำหรับ mask ที่จะนำกลับมา Reuse ของ CDC)

การศึกษาในปี 2020 จากสถานการณ์ขาดแคลน mask มุ่งไปสู่การประเมิน N95 ใน 2 ข้อแรกสุด

1. ประเมิน Fit test

2. ประเมิน Filtration performance

เราทราบกันดีว่า จุดเด่นของ N95 ที่เหนือกว่า Surgical mask ข้อสำคัญคือ คุณสมบัติการ seal mask เข้ากับใบหน้า แต่โครงสร้างของ N95 มีส่วนประกอบที่เป็นจุดอ่อนอยู่ 2 แห่ง คือ

Head strap และ Nose bridge strip

หลังจากใส่แล้วถอดซ้ำกันหลายครั้ง ทั้ง 2 ส่วนประกอบจะ distort และทำให้สูญเสีย fit (ทั้งที่ประสิทธิภาพการกรองอาจยังไม่เปลี่ยนแปลง)

มี Paper ที่ตีพิมพ์เดือน มิถุนายน 2020 ในกลุ่ม Staff anes จำนวน 74 คน ที่คุ้นเคยกับการใช้งาน N95 เป็นอย่างดี เข้าใจการทำ fit test และใช้ N95 แบบ Reuse ด้วย VHP (Vaporized Hydrogen Peroxide)

จุดประสงค์ของการศีกษา เพื่อดูการประเมินของ Staff anes ที่ชำนาญการใช้ N95 ว่าจะสามารถประเมินได้ถูกต้องหรือไม่ ว่า mask ที่ใช้ซ้ำ ถึงจุดที่ไม่สามารถใช้ต่อไปได้

ผลการศึกษาพบว่า

1. mask เกือบครึ่งเสีย fit test ตั้งแต่วันที่ 4 ของการใช้ซ้ำ

2. ค่ากลางของ N95 ที่เสีย fit test คือ การใช้งานวันที่ 8 หรือ ถ้านับการถอด-ใส่จะใส่ได้ 18 ครั้ง

3. 73% ของ Staff ที่เข้าทดสอบ ประเมิน fit test ของ N95 ผิด (คือไปเข้าใจว่า ยังใช้ mask ได้แต่ที่จริงเสีย fit test ไปเรียบร้อยแล้ว)

4. ในกลุ่ม N95 ที่เสีย fit test ไปแล้ว 100% พบว่า ผู้เข้ารับการทดสอบยังเชื่อว่า 89% ของ mask ในกลุ่มนี้ fit test ยังดีอยู่

คำแนะนำของการศีกษานี้คือ ไม่ควรเชื่อความรู้สึกของผู้ใช้ในการทดสอบ fit test ของ N95 ที่นำกลับมาใช้ซ้ำ และให้ follow protocol จาก CDC คือ ให้ limit การ reuse ที่ 5 ครั้งแทน

อีก Paper ตีพิมพ์เดือนตุลาคม 2020 ที่ Trauma unit St. Luke’s Hospital, Bethlehem

วิธีศึกษาคือ ใช้ N95 จำนวน 113 ชิ้น นำมาให้ Staff ในหน่วยใช้แล้วนำกลับมาประเมิน fit test โดยใช้ Occupational Safety and Health Administration qualitative fit-test guidelines เป็นเวลา 5 วัน

ผลการศีกษาพบว่า

N95 สูญเสีย fit ตั้งแต่วันที่ 3 ของการใช้งานที่ OR 7.1(mask ที่ใช้งานมากกว่า 2 วัน มี fit failure มากกว่า mask ที่ใช้ไม่เกิน 2 วันอยู่ที่ 7.1 เท่า)

การศึกษานี้จึงชี้ให้เห็น อันตรายจาก Reuse N95 และทำให้ตระหนักถึงการหา supply ที่เพียงพอเพื่อการใช้งานตาม indication เดิมของมัน

มาถึงตรงนี้จะบอกวิธี Decontaminate เพื่อ Reuse N95 ละครับ (แต่ไม่แน่ใจว่าจะยังอยาก Reuse กันหรือเปล่านะ ถ้าไม่อยากอ่านก็ข้ามไปเลยละกันครับ เพราะจะจบตรงนี้เป็น paper สุดท้ายแล้ว)

เป็น Paper ที่ออกแบบการทดลองได้ดีมากๆ

วิธีคือ นำเชื้อ SARS-CoV-2 มาป้ายในชั้น filter ของ N95 และป้ายบนแผ่น Stainless steel (คือใช้ SS เป็น control) แล้วนำมาฆ่าเชื้อด้วย 4 วิธีครับ

1. UV ที่ 260-285 nm

2. Dry heat 70*C

3. 70% Ethanol

4. VHP

จุดประสงค์ของการศึกษาจะดูที่ 2 ข้อ

1.วิธีใดฆ่าเชื้อ COVID-19 ได้ดีที่สุด

2. วิธีใดมีผลต่อ fit test น้อยที่สุด

ผลการศีกษา

A – Ethanol และ VHP ทำลายเชื้อได้เร็วที่สุดทั้งในชั้นกรองของ N95 และ SS

– UV ฆ่าเชื้อบน SS ได้เร็ว แต่ใช้เวลานานขึ้นใน N95

– Dry heat ฆ่าเชื้อใน N95 ได้เร็วกว่าบน SS

– ความเร็วในการฆ่าเชื้อของ UV เท่าๆกับ Dry heat ใน N95 (สังเกตความชันของกราฟเท่ากัน)

B – ทั้ง 4 วืธีไม่มีผลต่อ Fit test ถ้าทำในครั้งแรก

– แต่เมื่อทำครั้งที่ 2 การ treat mask ด้วย Ethanol จะทำให้ fit test drop มากที่สุด รองลงไปคือ Dry heat ส่วน UV, VHP ไม่มีผลต่อ fit test ในการ treat รอบที่ 2 และ 3

CVHP เด่นทั้งในด้านฆ่าเชื้อใน N95 ได้ดีที่สุด และ preserve fit test ได้ดีที่สุด

– UV ฆ่า virus ได้แต่ต้องใช้เวลานาน และ preserve fit test ได้ดีเช่นเดียวกับ VHP

– Dry heat ฆ่า virus ใน N95 ได้ในอัตราเร็วเท่า UV แต่ มีผลต่อ fit test ถ้า treat มากกว่า 2 รอบ

Ethanol ฆ่าเชื้อได้ แต่มีผลต่อ fit test มากที่สุด จึงเป็นวิธีที่ไม่แนะนำให้ใช้

สรุปผลการศึกษา วิธีที่แนะนำให้ใช้ Decontaminate N95 เพื่อ Reuse มี 3 วิธี คือ VHP, UV, Dry heat (เรียงจาก ดีที่สุด –>น้อยที่สุด)

N95 ถือเป็นอุปกรณ์ป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับงานทันตแพทย์ เปรียบเสมือน นางฟ้าที่คอยปกปักรักษา Operator แต่ถ้ามีการใช้นอกเหนือ indication ของมัน เช่น การนำกลับมาใช้ซ้ำ หรือ ใช้ครั้งเดียวแต่ใส่ต่อเนื่องทั้งวัน โดยในระหว่างวันมีการถอดเข้าออกมากกว่า 2 ครั้ง ประสิทธิผลของ ReuseN95 อาจจะแย่กว่า NewSurgical mask ที่ได้มาตรฐานเลยด้วยซ้ำ

Paper ที่มีการอ้างถึงบ่อยๆ คือ การศึกษาที่ทำขึ้นก่อนหน้าจะเกิด Pandemic ของ COVID-19

ทำในช่วง กันยายน 2011 – มิถุนายน 2016 และตีพิมพ์ในปี 2019 (ศึกษานานมาก)

จุดประสงค์ของการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบ Effectiveness ของ N95 ซึ่งแนะนำให้ใช้ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์จาก Pandemic ของ H5N1 ในช่วงปี 2009

ถึงแม้เป็นการศึกษา Influenza แต่เพราะมี transmission route ที่ใกล้เคียงกับ COVID-19 และขนาด virus particle ที่ใกล้เคียงกัน ในปี 2020 ยังไม่มี paper ที่ทำใน SARS-CoV-2 โดยตรง Paper นี้จึงถูกอ้างถึงเสมอ

กลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ คือ ใช้ Staff ในโรงพยาบาล ~5000 คน

ผลการศีกษา

(limitation ของการศีกษามีอยู่ใน paper เต็ม ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ แต่ในมุมของทันตแพทย์ ข้อจำกัดของ Paper นี้คือ ไม่ได้ทำในงานที่ generate aerosol เป็นการเฉพาะ)

คือ ถ้าเทียบ Spec กัน N95 เหนือ Surgical mask มาก

เรียกว่า N95 มีประสิทธิภาพ (Efficacy) มากกว่า Surgical mask

แต่พอถึงหน้างาน ไม่ต่างกัน คือ N95 มีประสิทธิผล (Effectiveness) ไม่ต่างจาก Surgical mask

แสดงการเปรียบเทียบประสิทธิภาพ

ข้อสรุปส่วนตัว ในมุมมองของผมจึงเป็น

-ควรเก็บ N95 ไว้ใช้ทำคนไข้ COVID-19 ในช่วงที่หา N95 ได้ยาก (ใช้ New ไม่ใช้ Reuse)

-ใช้ Surgical mask กับเคสที่คัดกรองแล้ว กับงานทันตกรรม (ได้ทุกประเภททั้ง non-generate และ generate aerosol)

Ref:

1. https://www.cdc.gov/coronavirus/2019-ncov/hcp/ppe-strategy/decontamination-reuse-respirators.html#ref1

2. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2559/E/020/6.PDF

3. https://www.economist.com/briefing/2020/03/12/understanding-sars-cov-2-and-the-drugs-that-might-lessen-its-power

4. https://medicine.uiowa.edu/iowaprotocols/n95-respirators-hepa-or-high-efficiency-particulate-air-filter-respirators-personal-protective

5. https://en.m.wikipedia.org/wiki/Mechanical_filter_(respirator)

6. https://www.cdc.gov/niosh/npptl/pdfs/N95RespirClassesInfographic-508.pdf

7. https://jamanetwork.com/journals/jama/articlepdf/2767023/jama_degesys_2020_ld_200059.pdf

8. https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S1319562X20304630

9. https://www.amazon.in/Special-Anti-Bacterial-respiratory-Washable-Multicolor/dp/B08CZZDH27

10. https://www.iphone-droid.net/xiaomi-mi-air-purifier-pro-h-review/

11. https://smartairfilters.com/en/blog/what-is-pm0-3-why-important/

12. https://www.tsi.com/getmedia/4982cf03-ea99-4d0f-a660-42b24aedba14/ITI-041-A4?ext=.pdf

13. https://www.reddit.com/r/dataisbeautiful/comments/hwjx9f/oc_relative_sizes_of_gas_molecules_n95_filter/

14. https://en.m.wikipedia.org/wiki/Brownian_motion

15. http://hyperphysics.phy-astr.gsu.edu/hbase/Kinetic/menfre.html

16. https://www.sciencedirect.com/topics/immunology-and-microbiology/virus-particle

17. https://www.usatoday.com/story/news/factcheck/2020/06/11/fact-check-n-95-filters-not-too-large-stop-covid-19-particles/5343537002/

18. https://www.reddit.com/r/PandemicPreps/comments/fg4224/n95_mask_straps_keep_breaking/

19. https://www.joybuy.com/product/657536120.html

20. https://www.generalsurgerynews.com/In-the-News/Article/10-20/Fit-and-Efficacy-Deteriorate-With-Reuse-of-N95-Masks/60823

21. https://www.medscape.com/viewarticle/940168#vp_1

22. https://wwwnc.cdc.gov/eid/article/26/9/pdfs/20-1524.pdf

23. https://jamanetwork.com/journals/jama/articlepdf/2749214/jama_radonovich_2019_oi_190087.pdf

24. https://www.cdc.gov/niosh/npptl/pdfs/UnderstandDifferenceInfographic-508.pdf

theMask Slayer

เทียบการใช้งาน Surgical mask 3 brand โดยใช้ Dura เป็น control

มาตรฐาน ASTM ใช้ test BFE ที่ 3 um –> Dura ใช้ที่ 2.8 um

test PFE ที่ 0.1 um –> Dura ใช้ที่ 0.1 um

และทดสอบคุณสมบัติอื่นได้ครบทั้ง 5 ข้อ

ตาม requirement ทั้ง 5 ข้อ ดังนี้

ชั้นนอกสุดของ Surgical mask ที่มีสีเข้ม จะเคลือบด้วย Waterproof coating เราจึงไม่ใช้การซักล้างหรือเช็ดทำความสะอาดด้วย alcohol เพราะจะทำให้ชั้นนี้ละลายออกมาได้

ลองซัก Dura ชั้นนอกสุดเสียคุณสมบัติดังในรูป

ชั้นกลางเป็นชั้นที่สำคัญที่สุดเพราะทำหน้าที่เป็น filter ไม่ใช่กระดาษแต่เป็นเส้นใยพลาสติก (หลักๆ คือ Polypropylene) ขึ้นรูปโดยการหลอม (melt) เม็ดพลาสติก แล้วถูกเป่าด้วยลมร้อนที่ความเร็วสูง (blown) ทำให้มีลักษณะเส้นใย แล้วปล่อยให้เย็นลงเป็นแผ่น โดยไม่ใช้การทอ (nonwovens) จึงปรับความหนาแน่นของการกรองได้

(ปกติ Surgical mask จะใช้ความหนาแน่นของเส้นใย ที่เกิดจากขบวนการขึ้นรูปด้วยวิธี meltblown ที่ 20-25 g/mˆ2 คิดเป็นน้ำหนัก Polypropylene 4.5 g/Surgical mask 1 ชิ้น)

เส้นใย meltblown nonwovens จะมีความละเอียดในระดับ nm (ละเอียดกว่าชนิด Spunbond nonwovens แต่ เส้นใยของ Spunbond จะยาวกว่า)

คำว่า meltblown, Spunbond, Dry-laid, Wet-laid คือ การ Classify ผ้าnonwovens ด้วยเทคนิคการขึ้นรูปแผ่นและเทคนิคการยึดเส้นใยในแผ่น

ข้อดีของ nonwovens คือ ผ้าปกติจะทำจากเส้นใย –> เส้นด้าย –> ทอเป็นผ้า แต่ nonwovens (ชื่อไทยคือ ผ้าไม่ถักไม่ทอ) จะเกิดจากการขึ้นรูปเส้นใยโดยตรง ทำให้สามารถใช้วัสดุขึ้นรูปได้หลากหลาย ทำได้เร็ว จำนวนมาก และ cost ต่ำ

ชั้นนี้ไม่ค่อยถูกกับตัวทำละลายที่มีขั้วสูง อย่าง สารซักล้างและ alcohol เช่นกัน (ชั้นนี้ถ้ามี Carbon เป็น active carbon meltblown ทำหน้าที่เพิ่มเติมเพื่อการกรองกลิ่นเท่านั้น)

ชั้นในสุดที่แนบกับหน้าจะนุ่มมากที่สุด เพื่อให้รู้สึกสบาย อ่อนนุ่ม ไม่ระคายเคืองเวลาใส่

ในบทความนี้จะเทียบกัน 3 brand คือ Dura, CP mask และ Medimask เนื่องจากไม่ได้ขายใน US ทุกตัวจึงไม่ได้ผ่านการทดสอบของ ASTM (American Society of Testing and Materials) แต่ก็เทียบกับ มอก. 2424-2562 ของไทยได้ใกล้เคียงกัน

ASTM Level 1 mask = Low barrier

ASTM Level 2 mask = Medium barrier

ASTM Level 3 mask = High barrier

จะเห็นว่า ASTM Level 1 ไม่ค่อยน่าใช้ครับ เพราะต่างจาก Level อื่นถึง 4 ข้อ และมีความเหมือนตรงคุณสมบัติต้านการติดไฟเมื่อสัมผัสเปลวไฟ 3 วินาที (เรียก คุณสมบัติหน่วงการติดไฟ) เพียงข้อเดียว

ในขณะที่ ASTM Level 2 ดูคุ้มที่สุด เพราะเหมือน Level 3 ซะ 4 ข้อ ต่างแค่การต้านการซึมของของเหลวเพียงข้อเดียวเท่านั้น

ถ้าราคาแบ่งเป็น 3 ระดับ ซื้อ Level 2 คุ้มค่าที่สุด

เทียบ Dura กับ CP mask

CP mask ผลิตจากโรงงานซีพีหน้ากากอนามัยฟรีเพื่อคนไทย ตั้งอยู่ที่ .พระประแดง .สมุทรปราการ กำลังการผลิดเดือนละ 3,xxx,xxx ชิ้น โดยแจกจ่ายทั้งหมดให้ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อแจกจ่ายให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศ จากเริ่มต้นที่ 250 แห่ง เป็น 1,xxx แห่ง ในปัจจุบัน

แสดง CP mask ในรุ่นแรก

การเดินตะเข็บแถวบนสุดและล่างสุด ค่อนข้างต่างจาก Dura และอีกที่ตรงตำแหน่งโครง Al(aluminium) nose wire ที่ปรับโครงจมูก

ตำแหน่งและขนาดของ Elastic ear loop จะเล็กและวงรัดแคบกว่าของ Dura (อาจต้องการให้เกิดการ seal ทางด้านข้าง mask มากขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยอาการเจ็บใบหู ถ้าใส่นานๆ)

เทียบขนาด Ear loop ให้ดูใกล้ๆ

แสดง CP mask ในรุ่นปัจจุบัน

ต่างจากรุ่นแรก คือ ตราปั้มคำว่า CP ชัดมาก ส่วนลักษณะการเดินตะเข็บยังเหมือนเดิม

มุมมองจากด้านหลัง

เทียบกับ Dura ที่อยู่ชิ้นบน

มีความสับสนเรื่องขนาดการกรองอนุภาค,กรอง bacteria และการกรอง virus ของ Surgical mask

Fact คือ

มาตรฐานการกรองอนุภาค อยู่ที่ 0.1-5 um (ทดสอบจริงที่ 0.1 um)

ส่วนกรอง bacteria อยู่ที่ 3 um (ทดสอบจริงที่ 0.6-0.8 um)

(จะเห็นว่า มาตรฐานการกรองอนุภาคสูงกว่ากรอง bacteria ถึง 30 เท่า—> 3 um/0.1 um)

และ SARS-CoV-2 มีขนาด 0.06-0.14 um เล็กกว่าประสิทธิภาพในการกรองของ Surgical mask ~ 2 เท่า ( 0.1 um/0.06 um = 1.7 ~ 2)

แต่ต้องไม่ลืมว่า

จุดประสงค์ของการใช้ mask และ PPE คือ การป้องกัน Splatter และ Droplet nuclei จากหัตถกรรมฟุ้งกระจาย ที่มีขนาดเล็กที่สุด คือ 1 um ซึ่ง virus จะอยู่ใน droplet และ droplet nuclei อีกทีนึง ความสามารถในการกรองผ่าน Surgical mask จึงทำได้ ถ้าใส่ถูกวิธี ร่วมกับการใช้ PPE อื่นๆ

(droplet จากทางเดินหายใจ เช่น พูด,ไอ,จาม จะใหญ่กว่างานที่ generate aerosol คือที่ 3.5-10 um)

ต่อไปจะเทียบ Dura กับ Medimask

เนื่องจากผลิตจากโรงงานที่เดียวกัน

พยายามหาจุดต่าง ทดลองนับรอยฉลุที่เครื่องจักรเดิน หรือ ตำแหน่งเริ่มต้นของโครง Al nose wire

ถ้าเอามา superimpose กัน ก็เกือบจะแยกไม่ออก

มิตรสหายท่านนึงบอก ยังดีที่ใช้ตราคนละ font

ข้อแตกต่างระหว่าง Dura และ Medimask ที่พอจะระบุได้คือ ที่ข้างกล่อง Medimask จะระบุคุณสมบัติ BFE แต่ไม่มีการอ้างถึง PFE (ในความเห็นส่วนตัว PFE serious กว่า BFE)

Ref :

1. https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=10160315084042542&id=586152541

2. https://www2.mtec.or.th/th/e-magazine/admin/upload/246_21-27.pdf

3. http://healthydee.moph.go.th/view_article.php?id=967&fbclid=IwAR1N-bILohcUSD8–99oLS32PefitLSKXRImJT3YwoRSMA50_9cLzdXEwLI

4. https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S1319562X20304630

5. https://thestandard.co/cp-mask-factory/

6. https://www.thaipost.net/main/detail/63739

7. https://www.wearecp.com/cp-m-300763-700/

8. https://www.usatoday.com/in-depth/news/2020/04/03/coronavirus-protection-how-masks-might-stop-spread-through-coughs/5086553002/

Preview บูธสินค้างาน TDA meeting ปลายปี 2020 วันแรก

พาเดินคร่าวๆ ว่ามีอะไรบ้าง เหลือเวลาเดินจริงๆ อีก 2 วันครับ

ไปด้วย BTS ทดสอบบัตร Rabbit ใบใหม่ รุ่นนี้จะปล่อยคลื่นพลังได้แรงกว่า

หน้างาน มีบัตรเข้าหลายแบบมาก ของผมใช้แบบสีเขียว แถว 2 จากซ้ายมือ

บูธ Eminence สะดุดตาความ angle มาก ไว้ใช้งานศัลย์,Perio

Airotor งานศัลย์ มีให้ demon ที่คลินิกได้ด้วย

ที่คลินิกผมยังเป็น Z350 แต่อันนี้คือ Z350 XT

design หลอดใหม่ เวลาใช้เสร็จจะไม่หยดออกตามแรงโน้มถ่วง และวางแล้วอยู่ในตำแหน่ง หลอดไม่กลิ้ง

Shade ที่นำเข้ามาขายในไทยมีเท่าที่เห็น (ส่วนในประเทศผู้ผลิต จะมี Shades: A1, A2, A3, A3.5, A4, Opaque A3, B1, B2,C2,D2,W (White), XW (Extra White) )

ในทางเทคนิคสิ่งที่ปรับปรุงจาก Z350 คือ ปกติ Flowable จะมีความหนืดที่น้อย เพื่อให้มัน flow ได้ตาม wettability ที่เพิ่มขึ้น ถ้าเรา load filler เพิ่มเข้าไปเพื่อให้ physical properties ที่ดีขึ้น เช่น เพิ่ม wear resistance แต่ filler ที่เพิ่มเข้าไป ก็จะทำให้หนืด การ flow ของมันก็ลดลงอีก

3M นอกจากจะเพิ่ม filler (โดยปรับ nanofiller ให้เพิ่ม chemical bond และปรับการเกาะกลุ่ม)

ส่วน Resin matrix ได้เปลี่ยน resin บางตัว คือ แทนที่ BisEMA(6) และบางส่วนของ TEGDMA และ BisGMA ด้วย resin ตัวใหม่ คือ Procrylat เพิ่มควบคุม viscosity โดยถ้าได้รับ shear force เวลาบีบออกจากหลอด หรือเวลาใช้ plastic instrument แต่งรูปร่าง ความหนืดของ Z350 จึงจะลดลง (แต่ถ้าไม่มี shear force ความหนืดของ Z350 XT จะเพิ่มขึ้น จนต้านแรงโน้มถ่วง ทำให้ไม่หยดจากปลาย tip เมื่อวางทิ้งไว้)

(คุณสมบัติข้อนี้ ถ้าเป็นอาจารย์จะถาม เด็ก undergrad ว่า เรียกชื่อคุณสมบัตินี้ว่าอะไร?)

เครื่องตรวจความสกปรกของสภาพแวดล้อม ต้องลองไปเล่นกันดู ล้ำดีครับ

หน่วย RLUs คือ Relative Light Units

หลักการคือ ในเซลล์ของ bacteria มี ATP เป็นแหล่งพลังงาน (Krebs cycle 1 วงรอบได้ 38 ATP) ถ้ามีการปนเปื้อน เราใช้ enzyme ตัวนึง (luciferase) ทำปฏิกิริยาร่วมกับสารตั้งต้น (D-luciferin) จะได้ Light ออกมา ตามสมการ

เครื่องจะอ่านค่าแสงที่ detect ได้ เป็นหน่วย RLUs

ยิ่งแสงมาก –> RLU ยิ่งมาก –> CFU (Colony Forming Unit) ก็มากตามไปด้วย

ถ้าใครผ่าน บูธ 3M ลองไปเล่นกันครับ

ตัวนี้คือ Biological indicator ใช่แล้วครับ ใช้ทำ Spore test กับเครื่องมือในชุด Sterile

ปกติเราจะนำตัวบ่งชี้ไปเข้า Autoclave เพื่อตรวจสอบการทำงานของ Autoclave และขบวนการ sterile ของเราอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และการ test ครั้งนึงจะทราบผลในระดับชั่วโมง แต่ด้วยเครื่องนี้ใช้เวลาทำ Spore test เพียง 24 นาทีครับ

ตัวเลข display 24 คือ เวลานับถอยหลังในการ test 24 นาที

สังเกตช่องที่ใส่ specimen นอกจากหลอด control เรายังใช้ได้อีกถึง 3 ตัวอย่าง และการนับเวลาแยกกันได้ (ไม่จำเป็นต้องรอเริ่ม test พร้อมกัน)

เดินผ่าน Minnesota retractor บูธชูมิตร

เครื่องพิมพ์ 3D เจอเยอะมาก หลายบูธ

ในส่วนของ Scanner และ software ของ 3D printer

Extra-oral suction ที่เริ่มเลิกฮิตกันไปแล้ว (แต่ยังมีขายเยอะอย่าง significant เมื่อเทียบก่อน Covid)

Handheld ก็มีให้ชม แนะนำว่า ถ้าจะนำมาใช้ที่คลินิก ควรปรึกษา สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ของ สธ. ก่อนนะครับ เพื่อส่ง จนท.มาตรวจวัดปริมาณรังสีและการกระเจิง เท่าที่สังเกต ไม่พบชุดกำบังรังสีสำหรับผู้ถ่าย และอุปกรณ์ป้องกันที่จำเป็น ขายร่วมด้วย (หรือบูธอาจจะโชว์เครื่องเฉยๆ เท่านั้น accessories อื่นๆ ไม่ได้เอามาให้เห็นด้วยก็ได้ ทั้ง Apron, Glove, Shielding Glass)

Unit นี้โดยส่วนตัวชอบสีมันมาก

พี่เซลส์บอก ราคาเบาๆ คุณหมอ 800,000 เองครับ

นำเข้าจาก Japan ทั้งหมด

ผมได้ลองนอนเล่นแล้ว นุ่มมาก ถ้าคนไข้ได้นอน คงจะมีความสุขกับการทำฟันนะครับ

ชอบมาก เลยขอถ่ายหลายมุม

มาดูในส่วนของอุปกรณ์ Lab

ตั้งตัวเลขกลมๆ

กลมไปหมด

Unit ของไทย แวะเข้าไปทักทายเป็นกำลังใจกันบ้างนะครับ

รุ่นนี้ ชื่อ Platinum II พี่เซลส์บอกขายดีสุด

ตัวนี้ชื่อ รุ่น Signature ครับ ที่เห็นคือ หินอ่อนแล้วฝังไฟให้เรืองแสงตามชื่อที่คุณหมอต้องการ

customize สีและลายหินอ่อนได้

ด้านหน้า มุม wide ครับ

บูธ Densply ตอนไป Hand on ที่ CU ได้ลอง rotary หลายระบบ

ผมประทับใจ WaveOne gold มากกว่าระบบอื่นครับ

ราคาในงาน OK มาก

เดินไปเรื่อยๆ พอมาถึงตรงนี้ต้องร้อง เฮ้ยยยย

เพราะมันเข้ามาแล้วครับ

Physics forceps

ผมเคยเขียนเรื่องนี้ แต่เป็นความรู้ที่เกิดจากการอ่านซึ่งไม่ใช่การใช้จริงครับ

Deva นำเข้ามา

ใน Full set จะมีทั้งหมด 6 ตัวครับ

เป็นครั้งแรกที่ได้จับตัวจริง

ผมเล่นอยู่นานมาก จับไปจับมา จนเซลส์ลุ้นว่า คงซื้อแน่นอน

แต่ราคาค่าตัวขอโทษที่ทำให้ผิดหวัง

ประกาศไว้ตรงนี้ ถ้าคลินิกไหนซื้อ Physics forcep นะครับ แล้วจ้างผมให้ไปถอนฟัน ผมจะไปให้เลยทันที

จะถอนให้วันละซัก 20 เคสเป็น minimum requirement หรือจะออกหน่วยก็บอกได้ครับ

บูธ Dental Vision

ชอบกล่องมาก แต่อยากซื้อเฉพาะกล่องครับ

แต่น้องบอก ยังไม่มีแยกขายในงานนะคะ

เหมาะกับการพกใส่กระเป๋าไป ทำฟันปลอมตามหมู่บ้านมาก

set นี้ 4,xxx บาท ลองคูณจำนวนหัว Carbide กันเอาเองว่า คุ้มมั๊ย?

คือ เครื่อง Clean Handpiece

พิเศษ!!

บูธนี้ น้องน่ารัก

Objective หลักของการมาเดินงานนี้คือ ตั้งใจมาดูสถานการณ์ Surgical mask ครับ

หา Dura ยังไม่เจอ ที่ใกล้เคียงสุดคือ ตัวนี้

ลองเทียบกับ package ของ Dura (ที่ทำงาน)

สังเกตโรงงานที่ผลิต

lot ที่ผลิต เดือนตุลา ปีนี้เอง ขายกล่องละ 95 บาท

Wax ย้ายมาขายบูธใหม่แล้ว

ขายกับอุปกรณ์ Lab อื่นๆ

ตอนนี้เดินขึ้นมาชั้นบนแล้วนะครับ

ชั้น 23 เป็นบูธแปรงสีฟัน กับยาสีฟัน หลาย brand มาก

Polydent กลิ่นใหม่ คือ ไม่มีกลิ่นครับ งงมั๊ย?

เทียบกับ กลิ่นและรสเดิม

เทียบกัน บริษัทบอกว่า Research แล้วพบว่า คนไข้ elderly จำนวนมากไม่ชอบรสและกลิ่นของ Denture cream ครับ เลยพัฒนาตัวนี้ขึ้นมา

ลองเล่นแล้ว เป็นครีมสีขาวเหลืองครับ ความหนืดเหมือนเดิม

(เล่นในที่นี่คือ ป้ายที่ฝ่ามือนะครับ ผมไม่ได้ถอดฟันปลอมออกมาจากปาก เกรงใจน้องที่เฝ้าบูธ)

Loupe ตัว Basic สุด 2.5x ราคา 5x,xxx บาท บริษัท T.F. Plus

เลนส์ Zeiss

Tepe ก็มาเหมือนเดิม

สมัยก่อนใครไป Japan ก็ต้องซื้อมาฝากกัน แต่ชั่วโมงนี้ ไม่ต้องแล้ว

บูธนี้ หมอ scan QR code กันหนาแน่นมาก

บูธ Dr.Phillips แปรงสีฟันเด็ก จับเวลา 2 นาที จะมีเสียงดนตรี และไฟกระพริบ

แปรง Cosmic

ให้ดูการทำงานของมัน

ราคาในงาน 75 บาท (ซื้อเป็นโหลนะครับ)

ขากลับจะแวะลงไปรับน้อง 12 ProMax แต่พบว่า บัตรวงเงินเต็มไปแล้ว รอสิ้นเดือนละกันนะ

เดินทางกลับ BTS ในวันศุกร์ อาจต้องมาเดินซ่อมอีกรอบ โดยรวมบูธหายไปซัก 15% แต่หลักๆ กลับมาเหมือนก่อนช่วง Covid แล้วครับ

จาก iPhone มาสู่ ROG Phone

ปกติผมจะอยู่กับ Android ได้ไม่นานนักครับ จาก 6s Plus มา Xperia หรือล่าสุด P30 pro ได้ไม่นานเกิน 4 เดือน ก็มีอันต้องระเห็จกลับมาที่ iOS เป็นปกติ (ไม่นับรวม iPad ที่ใช้เป็นเครื่องหลักในการทำงาน)

แต่ในช่วงหลังตั้งแต่ 8 Plus ผมมีความคับข้องใจในการใช้งานมาก อดทนข้าม iPhone X และ Xs series จนมาถึง i11 และการมาถึงของ i12 เหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ร่วงมาบนหลังอูฐครับ

ความรู้สึกคือ Apple ปรับตัวช้ามากเรื่อง hardware และ iOS ด้วยตัวของมันเอง iOS 13 และ 14 ที่ได้ลองใช้ตั้งแต่ beta จนถึงตัวจริง release การมาถึงของ Home widgets ต่างๆ จนทำให้ UI ไม่เรียบง่ายอีกต่อไป พูดง่ายๆ คือ Apple เริ่มเยอะ

แต่การเปลี่ยนจาก iPhone ที่ลื่นไหลและคุ้นเคยเป็นโจทย์ที่ยากต่อการแก้ปัญหา ถ้าไม่มีสิ่งที่ดีมากๆ มาชดเชย

โจทย์ของผมคือ

1. โทรศัพท์ที่มีหน้าจอเต็ม ไม่มี notch, ไม่มี punch hole

2. Port การเชื่อมต่อหลักเป็น USB Type-C เพื่อให้ใช้สายการเชื่อมต่อแบบเดียวกับ iPad Pro เครื่องหลักได้

3. รองรับ 4G LTE A (3CA แบบ FDD) , 5G และ WiFi 6

4. หน้าจอมี Refresh rate มากกว่า 60 Hz (เป้าหมาย 120 Hz)

5. Biometrics ต้องมี Finger scanner เป็นอย่างน้อย (จะมี Face ID หรือไม่ก็ได้)

6. มี LED notification สำหรับ miss call, sms, Chat app ต่างๆ, Battery full charge etc.

(ข้อ 6 ถือว่า ยากสุดที่จะเจอใน Smart phone ปัจจุบัน ตัวสุดท้ายที่ผมได้ใช้คือ Mate 20 pro)

จนในที่สุด ก็เจอตัวที่มี requirement ครบทั้ง 6 ข้อ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องแลกมากับการปรับตัวหลายๆ อย่างซึ่งส่วนตัวยังมองว่า คุ้มกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ครับ

ข้อดีที่ได้รับจากการเปลี่ยน

1. การเชื่อมต่อ ทั้งความเร็วในการใช้งาน และเรื่องของ UI

เราไม่ต้องพูดถึง 5G เพราะการใช้งานจริงยังไม่ครอบคลุมพื้นที่มาก แต่ส่วนใหญ่ 4G LTE-A ยังใช้งานได้ speed ที่ดีมาก และ ครอบคลุมพื้นที่ได้จริงกว่า

โดยเฉพาะข้อได้เปรียบการจับสัญญาณ WiFi 6 (เมื่อชีวิตนั่งโต๊ะทำงาน เป็นส่วนใหญ่)

ลองเทียบกับ SE 2020 ที่มี spec 2×2 MIMO เหมือน ROG 3

จากรูป SE 2020 คือเครื่องทางซ้ายมือ

ถ้าสังเกตจะเห็นว่า ROG เกาะ Dual WiFi ได้ แต่ที่จริงไม่ค่อยมีผลครับ (คือ ถึง set ให้เกาะ Single WiFi ก็ได้ speed ไม่ค่อยต่างกัน)

Speed WiFi 6 ของ ROG 3 ทดสอบเฉลี่ย 3 ครั้ง (Operator 3BB package 1000/700)

การรับ GPS ใน indoor ที่เปิดเฉพาะ Cellular เป็นจุดอ่อนของ iPhone มาตลอด (ในรูปคือ 8 Plus นะครับ และใน 11 Pro ก็ยังเจอปัญหานี้อยู่ วิธีแก้คือ ต้องเปิดสัญญาณ WiFi ร่วมกับ Cellular ด้วย จึงจะจับ GPS ในร่มได้)

ในขณะที่ ROG 3 ทำได้สบายๆ ด้วย Cellular only

(ไม่ได้เปิด WiFi ช่วยนะครับ)

อีกปัญหาที่เป็นเรื่องเล็กมาก แต่รบกวนจิตใจพอสมควร คือ UI ของการ Turn off WiFi และ Bluetooth

Apple เริ่มทำให้การปิดสัญญาณ WiFi และ BT ยุ่งยากมากขึ้นตั้งแต่ iOS 11 จนถึงปัจจุบัน iOS 14 ครับ

ปกติ มันก็ควรจะเหมือน Android ครับ ปิดก็คือปิด

รูปแสดงการปิด WiFi ใน iPad ที่ลง iOS 10.xx

แต่หลังจาก iOS 11 การปิด WiFi แบบ turn off จริงๆ ต้องไปปิดใน Setting เท่านั้น

ถ้าปิดใน Control center จะเป็นการตัดการเชื่อมต่อเท่านั้น แต่ WiFi ของเครื่องยังเปิด Stand by อยู่

(จะอะไรกันนักหนา)

เปิด ก็คือ เปิด

ปิด ก็คือ ปิดจริงๆ แบบนี้ ทำได้ง่ายจาก Control center

2.ปัญหาหัวใจเรื่อง Battery health

เรื่อง Batt เป็นทั้ง drama ที่ discuss กันมายาวนาน และโดยเฉพาะการมาถึงของ function Battery Health ตั้งแต่ iOS 11.3 เป็นต้นมา

ดีที่สุดเท่าที่ Apple ให้ได้คือ การออก function Optimized Battery Charging ใน iOS 13

ในขณะที่ทุก Brand อัดระบบ Super fast charge แต่เราพบ function การชาร์จเครื่องแบบช้า และจำกัดปริมาณความจุของ batt ได้ใน ROG 3

ในรูป สามารถ set Full charge ที่ 80, 90 หรือ 100% ผม set ไว้ที่ 80%

ถ้าอยากใช้งานแบบถนอมแบตนะ หายคาใจแน่นอนครับ

Oppo เจ้าพ่อ SuperVOOC ก็ออกมายอมรับข้อเสียของการชาร์จแบบอัดประจุ

3. การใช้ Biometrics ในยุคโควิด และหลังโควิด

เหตุผลที่หนีจาก 11 Pro มา SE 2020 ไม่น่าเชื่อว่า หลักๆ คือ เรื่อง Face ID ครับ การมาถึงของ COVID-19 ทำให้ลำบากมาก เวลาปลด lock เครื่องเพื่อจ่ายเงิน

เรียกว่า ผมยอม downgrade Spec iPhone เพื่อให้ได้ใช้ Finger scan เท่านั้นเอง

การมาใช้ Android ขนาดหน้าจอใหญ่ ความจุแบตสูง และมี Finger scan ให้เลือกใช้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เราไม่จำเป็นต้องจับ mask ดึงเข้า-ออก จากใบหน้าอีกเลย ถ้าไม่จำเป็น เพราะเสี่ยงการปนเปื้อนไปที่มือตามความถี่ที่เราสัมผัสใบหน้า

คุณภาพการ Scan นิ้ว ถือว่าดีกว่า P30 pro ที่เคยใช้มากครับ ค่อนข้างแม่นยำพอๆกับ SE 2020 (ต้องใช้การปรับตัวตำแหน่งวางนิ้วพอสมควร วางบนปุ่ม Home vs ปุ่มเสมือนบนหน้าจอ Glass ให้ความรู้สึกต่างกัน)

นอกจากนี้เครื่องยังมี Smart lock mode ไว้เพื่อให้สะดวกต่อการปลด lock ยิ่งขึ้น (ผมไม่ได้ใช้ Face scan อีกแล้ว)

ที่นี้ลองมาดูว่า ใน requirement ทั้งหมดที่ได้มา เราต้องแลกกับอะไรบ้าง

1. อันนี้เป็นโจทย์ใหญ่สุด คือ การพกพาครับ ROG Phone 3 ถือเป็นโทรศัพท์ที่มีน้ำหนักและขนาดมากที่สุดเป็นลำดับต้นๆ ในชั่วโมงนี้

Smart phone เครื่องนี้หนัก 240 กรัม ครับ

เทียบง่ายๆ คือ ใหญ่และหนักกว่า iPhone 12 Pro Max ครับ

(แสดง dimension และ weight ของ i12 Pro Max)

2.การใช้งานร่วมกับระบบนิเวศของ Apple ทำได้ยากกว่าการใช้ iPhone มากๆ (ก ไก่ ร้อยตัว)

เชื่อมต่อกับ Macbook แบบใช้สายเท่านั้น

ตอนนี้เท่าที่หาทางได้ คือใช้ Open MTP

ใครที่ชินกับการใช้ Wireless สะกดคำว่า “ลำบาก” แน่นอนครับ

3.accessory พวกเคสที่หลากหลาย หายากครับ แต่ในฝั่งของเกมส์ มีเครื่องมือแปลกๆ ให้เล่นเยอะ แต่คงต้องเป็น Gamer ขนานแท้ และราคาค่อนข้างแพงครับ

ตัวอย่างเช่น

Mobile desktop dock

Twinview dock

4. คุณภาพของกล้องหลัง ยังตามหลัง Smart phone ระดับ Flagship ของ brand อื่น เช่น Huawei, Samsung, Xiaomi, Apple อยู่หลายช่วงตัวครับ

ผมให้เทียบเท่าระดับ Mid-range ของ brand ระดับแนวหน้าเท่านั้น

(DXOMARK น่าจะได้ประมาณ 102 คะแนนส่วนนี้ยังไม่ออก )

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลัง

Auto

Night mode

Macro

Selfie

ณ ปัจจุบัน DXOMARK ของ ROG 3 ออกมาเพียง 2 รายการ

คือ คุณภาพลำโพง และ คุณภาพจอ

ลำโพงเป็นที่ 2 ร่วมกับ Huawei Mate 20 X (อันดับ 1 คือ Mi 10 pro)

ส่วนคุณภาพจอภาพอยู่ในระดับกลางๆ คือ score 70 (อันดับ 1 SSGN 20 U = 89 , ส่วนถ้าเทียบ i11 Pro Max = 84)

5. Dealer และศูนย์ Service ของ Asus ถือว่าเทียบกันไม่ได้เลยกับ Apple ครับ (Apple เป็นนางฟ้า, Asus เป็น …) แต่การซ่อมแซมและอะไหล่ หาได้จาก community ใน Facebook ครับ จัดว่า งานดีมากทั้ง hard และ software

โดยสรุปจาก iPhone มาสู่ ROG Phone ถือว่า Apple มีการพัฒนาด้าน Hardware ช้าอย่างไม่น่าเชื่อครับ จน Android phone Brand ต่างๆ พัฒนาขึ้นมาจนเข้าใกล้ (แน่นอนบางอย่างล้ำหน้าเกิน iPhone ไปหลายก้าว) ยกตัวอย่างเช่น คุณสมบัติของหน้าจอ, Biometrics รวมถึง software เฉพาะบางตัว เช่น Armoury Creat ของ Asus ที่ integrate ความสัมพันธ์ของ software เข้ากับ hardware ได้ดีมาก

แสดง app Armoury Creat แสดงผล อุณหภูมิของเครื่อง และ CPU&GPU ของ ROG Phone 3

แม้ Apple จะมีระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง แต่การพัฒนาของ Android phone สำหรับ user (ที่เปิดใจยอมรับ) สำหรับหลายคน ยังทำให้รักเท่ากันไม่ได้ แต่ความหวั่นไหวนั้น มีแน่นอนไม่มากก็น้อย เท่าที่จะยอมเปิดใจใช้มันครับ

Ref:

1. https://www.support.com/how-to/how-to-turn-off-wifi-on-iphone-ipad-or-ipod-touch-12701

2. https://www.macthai.com/2018/04/03/ios-11-3-battery-health/

3. https://support.apple.com/en-us/HT210512

4. https://www.blognone.com/node/116289

5. https://www.asus.com/Phone/ROG-Phone-3/Tech-Specs/

6. https://www.apple.com/iphone-12-pro/specs/

7. https://openmtp.ganeshrvel.com

8. https://store.asus.com/us/item/202009AM300000001

9. https://rog.asus.com/Power-Protection-Gadgets/Docks-Dongles-and-Cables/ROG-TwinView-Dock-3-ZS661KSS-Model/

10. https://www.dxomark.com/asus-rog-phone-3-audio-review/

11. https://www.dxomark.com/asus-rog-phone-3-display-review-struggles-with-video/

12. https://www.facebook.com/groups/429030180967170/