Category: dentmat

เมื่อแรงยึดของ Dentin bonding system = Titan sub implosion

จากข่าวยืนยันการระเบิดจากการสูญหายของยานดำน้ำ Titan ระหว่างชมซากเรือ Titanic

ยานดำน้ำใช้เวลา 2 ชม. ไปลงไปถึงบริเวณที่ซากเรือ Titanic อยู่ที่ความลึก 3,800 ม. แต่ยานขาดการติดต่อหลังจากดำลงไป 1.75 ชม.ซึ่งประเมินว่า ยานดำน้ำอยู่ที่ความลึก 3,000 ม.

ในการวัดแรงที่ทันตแพทย์คุ้นเคย เราคุ้นเคยกับปริมาณที่เป็นหน่วย MP

เพราะที่จริง Pa เป็นหน่วยของ Stress ที่เล็กมาก คือ 1 Pa = 1 N/m^2

(ถ้าต้องการแปลงเป็น มวล kg –> 1 Pa = (1/9.80665) kg/m^2 = 0.10197 kg/m^2 )

คือ แปลงจาก F = ma (Newton’s second law of motion)

หน่วย Pa เป็นหน่วยที่เล็ก เราจะเห็นการนำมาใช้ใน prefix ของ MPa มากกว่า

1 MPa = 1,000,000 Pa และ 1 Bar = 100,000 Pa

ดังนั้น 1 Bar = 100,000/1,000,000 = 0.1 MPa

ความกดอากาศที่ระดับผิวน้ำทะเล = 1 atm ( Atmospheric pressure) = 101,325 Pa = 1.01325 Bar

นั้นคือ 1 atm = 0.101,325 MPa

เมื่อลงไปลึกใต้ทะเลมากเท่าไหร่ แรงดัน ก็จะเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว ในทุก ๆ ความลึกน้ำทะเล 10 เมตร

ยานดำน้ำ เกิด Implosion ที่ความลึก 3,000 ม.

แรงดันจะเพิ่มขึ้น = 3,000/10 = 300 เท่าของที่ระดับผิวน้ำทะเล

แรงดันที่กระทำต่อยานดำน้ำ Titan = 300 x 1 atm = 300 x 0.101,325 MPa = 30.3975 MPa

แรงดันที่ทำให้ยาน Titan collapse = 30.3975 MPa ~ 30 MPa

จาก Powerpoint ของ lecture ท่านอาจารย์ รศ.ทพ.ดรทวีศักดิ์ ประสานสุทธิพร เรื่อง ระบบ DBS

จากรูป ระบบ DB ชนิด 3 Step Etch&Rinse ให้แรงยึดที่ระดับ 31 MPa และ 2 Step self-etch ที่ระดับ 29 MPa

ให้ระดับแรงยึด ของระบบ Bonding = แรงดันที่กระทำต่อยานดำน้ำ Titan ที่ระดับความลึก 3,000 ม. พอดี

นั่นคือ ไม่มีใครที่จะคุ้นเคยกับ Stress ในระดับนี้ได้เท่ากับ ทันตแพทย์ อีกแล้วครับ

ตรวจคำตอบ

Ref:

  1. https://www.bangkokpost.com/world/2598000/titan-sub-what-is-a-catastrophic-implosion-
  2. https://dentdiary.com/2020/01/03/ประชุมวิชาการปลายปี-62-the-series-practical-poi/
  3. https://www.bbc.com/thai/articles/cn01z6l8x9no?at_format=link&at_link_type=web_link&at_link_id=93214E68-11AC-11EE-805C-59D9ECABB293&at_medium=social&at_campaign=Social_Flow&at_ptr_name=facebook_page&at_campaign_type=owned&at_bbc_team=editorial&at_link_origin=BBC_news_Thai&fbclid=IwAR1pP2YZ1HqvGc4hWXCe5YnNkN6-i9NVqq4km11ieok1KqAVIDmOvJCgZ4s
  4. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/20006379/

เดินเที่ยวงานประชุมทันตแพทยสมาคม 115th @CTW

ครั้งนี้ย้ายห้อง Lecture ไปที่ชั้น 23 ครับ และ บูธแสดงสินค้าอยู่ชั้น 22 ทั้งหมด

ถ้าลองสังเกต Βarcode ที่อยู่บนบัตร จะเห็นว่า เหมือนกันทุกครั้งที่จัดประชุม ผมเลยสงสัยว่า barcode นี้ อ่านว่าอะไร?

จะเห็นว่า เหมือนกันเป๊ะ

ลองอ่านดูโดย capture แล้ว cut ไปอ่านในเวบ

อ่านว่า 04982 มันคือ เลข ท. นั่นเองครับ

ก่อนเข้าไปในบูธสินค้า ผมเข้าไปฟังเรื่อง การจัดการกับ C-shape มาครับ คือ เรื่องนี้

เดินลงมาเจอ file ตัวนี้พอดี อ้อนแอ้นมาก แต่จาก action ที่ใช้งาน ถึงจะหักใน canal ก็ไม่น่าจะเอาออกยากครับ IR ก็น่าจะออก เป็นตัวช่วย clean main canal บริเวณที่ MI ด้วย file ปกติ ไปไม่ถึง

หน้าตา package

พวกแปรง ก็เยอะมาก โดยเฉพาะแปรง Ortho

ผลิดตาม requirement เป๊ะ

อันนี้เป็นแปรงรุ่นใหม่ของ Colgate ครับ

จุดขายคือ ขนแปรงอัดแน่นกว่าแปรงสีฟันทั่วไป 6x เอากล้องมาส่องกันเลย

show ความหนาแน่นของขนแปรง

มี Sample ให้ไปลองใช้ฟรีครับ

ส่วนนี่เป็น แปรงไฟฟ้ารุ่นใหม่

น้องที่บูธ Demo ให้ดูครับ

ถาดฟอกสีฟันของ Colgate

Active ingredient เป็น H2O2 ครับ package อยู่ใน pen

ใช้ LED เป็นตัวกระตุ้น reaction สังเกตว่า cover แค่ 2nd premolar ครับ

โปรในงาน

วิธีใช้นะครับ

มาเดินกันต่อ ผ่านชูมิตร

ผมสะดุดตาเครื่องนี้มาก รูปร่างแปลก แต่ถ้าคุณหมอได้ลองจับมัน ก็น่าจะพอเดาได้ครับ ว่าใช้ทำอะไร? ตัวด้ามหมุนได้

mask ก็มากันเยอะครับ แต่ราคายังเท่าๆ เดิม ไม่ได้ลดลงมากเท่าช่วงก่อน Covid

บูทนี้ Cross section ให้ดู 3 layer

ถ้าใครอยากอ่านแบบละเอียด ผมเขียนไว้ใน Dentdiary ทั้ง 3 part ครับ ชื่อ series The Maskslayer

Series The Maskslayer ถ้าใครอยากเข้าใจแค่ 3 layer mask ให้อ่านแค่ part I ก็พอครับ

ราคา mask ก็จะประมาณนี้

ราคาในงาน บอกตามตรง น่าผิดหวังมาก

ปกติเราจะเจอแต่ ASTM level 1 ใช่มั๊ยครับ? แต่ brand นี้คือ ASTM level 3 (ASTM = American Society of Testing and Materials)

จุดแตกต่างคือ คุณสมบัติการป้องกันการซึมผ่านของของเหลวที่ดีกว่า level 1 และ 2 ครับ (Fluid resistance ดีกว่า) และค่า BFE กับ PFE ดีกว่า level 1 แต่เท่ากับ level 2

Secure Fit คือ ตรงคางจะมี metal frame เหมือนที่ nose ทำให้ปรับการ seal ที่คางได้ดีขึ้น

ดูจาก ด้านในนะครับ ตรงด้านจมูกมีชั้นกัน Fog สำหรับมนุษย์แว่น ส่วนตรงคางมี Secure Fit

แต่ถ้าดู ราคาและความคุ้มค่า ผมยังยืนยันตามเดิมจาก The Maskslayer ที่เขียนไว้ในช่วง Covid ว่า ถ้าจะซื้อ ให้ซื้อ ASTM level 2 คุ้มค่าที่สุด รองลงไปคือ level 1

ราคานะครับ

เจอร้านขายดินสอ

เดี๋ยวหลานๆ รุ่นใหม่ๆ จะงง เพราะใช้แต่ Scanner ไม่รู้ว่า จะใช้ Intra-oral pencil ไว้ทำอะไร?

เจอ Alveogyl ใกล้ Expire มาขาย เข้าใจว่า บริษัทคงจะ clearance product ตัวนี้แล้ว อนาคตไม่น่าจะมีใช้

ยา Perio

Syringe เป็นแบบนี้

paper direction

Aluwax เพื่อนเก่า คลินิกไหนมีนี่ถือว่า ไม่ธรรมดาแน่ๆ ครับ

Shade guide

Vita คงอยากไล่ให้หมอไปใช้ 3D ให้หมด เลยต้องตั้งราคาไว้แบบนี้

บางร้านก็ขาย Vita Classic ราคาดี คือ ราคาเท่ากันทั้ง Classic และ 3D (อันนี้นับเฉพาะของจริงนะครับ ไม่ใช่ของปลอม จะเป็นอีกราคานึง)

หมวดเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม

สีมะม่วงมาก

ไม่ bully กันนะ

มาดู Mouth rinse

C 20 สูตรใหม่ Peppermint ผลิดร่วมกับ CU

Betadine gargle

preparation ที่เห็น คือ ต้องเอาไป dilute ครับ

สูตรการคิด คือ Povidone iodine 1.0% w/v จะเท่ากับ 0.1% w/v iodine จากขวด Povidone iodine 70 mg จะ = iodine 7 mg

ความเข้มข้นในขวดนี้ คือ Povidone iodine 7.0% w/v

คำถามคือ ต้องนำไป dilute โดยต้องการให้ pt บ้วนในปริมาตรสารละลาย 30 ml เราต้องใช้น้ำยา Betadine gargle ในขวดนี้ กี่ ml ?

วิธีคิด คือ แบบนี้นะครับ

จากฉลาก Betadine gargle ขวดที่ขายมีขนาด 30 ml

ใน 1 ml จะมี Povidone iodine = 70 mg –> Iodine ออกฤทธิ์ = 7 mg

นั่นคือ Iodine 7 mg/ml = 7/10 % w/v = 0.7 % w/v

(เพื่อความง่ายในการคิด เราจึงปัดเศษเป็น Iodine = 1 % w/v)

นั่นคือ ถ้าพูดแบบง่าย Betadine gargle ที่ขายในไทย จะมีความเข้มข้น Iodine = 1 % w/v

ทำให้เวลามีการพูดถึงสารละลายไอโอดีนที่ใช้กลั้วคอ จะบอกว่าใช้ความเข้มข้น 1%

(อย่าไปสับสนกับ Povidone iodine เพราะ Povidone iodine คือ รูปที่เตรียมให้เกิดความคงตัวของยาเท่านั้น แต่สารออกฤทธิ์จริง คือ Iodine ไม่ใช่ Povidone ถ้าจะอ้างถึง Povidone Iodine ต้องใช้ 10% w/v (ปัดเศษมาจาก 7% w/v))

ความเข้าใจตรงนี้มีความสำคัญมาก เพราะคุณหมอหลายท่านสับสน ไปใช้ conc ของ Povidone iodine ในการเตรียมสารละลาย ซึ่งที่จริง ต้องใช้ความเข้มข้นของ Iodine มาเตรียมเท่านั้น เพราะ target ของสารละลาย Iodine ที่เราต้องการคือ Iodine solution ที่มีความเข้มข้น = 0.05 % Iodine solution

ความเข้มข้นเริ่มต้น x ปริมาตรเริ่มต้น = ความเข้มข้นที่ต้องการ x ปริมาตรที่ต้องการ

0.7 % x ปริมาตรเริ่มต้น = 0.05 % x 30 ml

ปริมาตรเริ่มต้น = (0.05 % x 30 ml) / 0.7 % = 2.14 ml ~ 2 ml

นั่นคือ เราต้องใช้ Betadine gargle หยดลงมา 2 ml แล้วเติมน้ำเปล่า จนได้ปริมาตรทั้งหมด 30 ml เพื่อเตรียมให้ Pt บ้วนปาก กลั้วคอ

ลองตรวจคำตอบ จาก direction ของบริษัทผู้ผลิต

prep แบบ spray ใช้ความเข้มข้นเดียวกัน ทั้ง 2 ขวด (หมายถึง conc แบบ spray นะครับ ไม่ใช่ conc แบบ gargle ชนิดแรก) แต่ต่างกันที่ ปริมาตรขวด และ ขนาดหัวฉีด

ราคาในงาน

ชุดหัว Prep สวยๆ (กล่องสวย)

ราคาครับ

หนังสือ ปีนี้ไม่มี MedicalChest มาออกบูธครับ

ชุด คีมแห่ง deal ลับ

ราคา

บูธขายยา

Antiplatelet drug กลไก P2Y12 inhibitors

การ Off ยา antiplatelet ใช้หลัก PCT = 7,5,3

คือ Prasugrel 7 วัน, Clopidogrel 5 วัน, Ticagrelor 3 วัน

คนไข้ที่ใส่ stent กิน antiplatelet จาก NSTEMI จะต้องกินยาจนครบ 1 ปี ไม่ควรไป interrupt ใดๆ (คือถ้าจะทำหัตถการ ต้องไม่ไป off ยาเด็ดขาด หรือถ้าจำเป็นต้อง off ต้อง consult Cardio เท่านั้น)

(ความรู้มีเท่านี้ ห้ามถามอะไรต่อครับ)

CHx แบบใช้กับ skin ความเข้มข้น 4% w/v

ขออภัยมือสั่นครับ

มาแบบเป็นถัง

มาหมวด X-ray บ้าง

ฝากไว้ให้ท่านที่มี Portable handheld X-ray ใช้ครับ เพราะสำคัญมากๆ

https://dentgitalray.wixsite.com/dentgital/hand-held-portable-x-ray

เดินไปเจอ Handpiece ราคา 400 บาท ถ้า Airotor 2,000 บาท ครับ คนจีนขาย (จีนขาว)

Airotor handpiece ตัวละ 2,000 บาท คือ หลัง prep แล้วให้ Pt นำกลับบ้านเป็นที่ระลึกส่วนตัวได้เลย ถ้าจะมาทำซี่ต่อไปในอนาคต ให้นำ Handpiece นี้กลับมาด้วย

อันนี้ผมเพิ่งเห็นครับ Radar articulating paper ขนาด 13 μm (ปกติผมใช้ของ Homedent สีแดงแบบหน้าเดียว กับ shimstock)

เข็มยักษ์

Brand นี้ ไม่ต้องไปหิ้วมาจาก Japan แล้ว

เจอ Arti นางฟ้า กับ ซาตาน ไม่ได้อยู่ตรง Homedent นะครับ แต่จำไม่ได้ว่า บูธอะไร?

Arti นางฟ้า

มันคือ Retainer เหรอครับ?

Removable partial retainer เอาจริงๆ การวางตะขอที่ 16-17, 26-27 แบบนี้ loose contact แน่นอนครับ

Removable full retainer

หมดแรงละครับ เดินไปครึ่งวัน ขอจบด้วยข้าวหมูทอดครับ

พบกันใหม่ เมื่อใจเราตรงกันนะครับ สวัสดีครับ

Ref:

1. https://online-barcode-reader.inliteresearch.com

2. https://shop.colgate.com/products/optic-white-comfort-fit-teeth-whitening-device-and-kit

3. https://dentdiary.com/?s=mask

4. http://www.journaldmims.com/article.asp?issn=0974-3901;year=2020;volume=15;issue=4;spage=702;epage=708;aulast=Agrawal

5. https://www.hfocus.org/content/2020/08/19970

6. https://th.betadine.global/th/th/throat-care?gclid=CjwKCAjwm4ukBhAuEiwA0zQxk4j05TlE0VvDDLIOM0VrK3YRsTDdd5ecNv3mPcV7LS_hRPcuQj-oaRoCNnwQAvD_BwE

7. https://dentdiary.com/2019/01/25/physics-forceps-คีมแห่งความลับ/

8. https://dentgitalray.wixsite.com/dentgital/hand-held-portable-x-ray

หากว่าน้อยไป ฉันจะเล่าให้ฟัง

ถ้าใครได้พบหนังสือ Phillips’ Science of Dental Materials เล่มล่าสุด คือ 13th Edition อาจจะรู้สึกแปลกๆ ในทันทีที่ค่อยๆ ดึงหนังสือ ออกมาจาก shelf ครับ

ที่รู้สึกแปลกนั่นก็เพราะความหนาของ edition นี้ลดลงจาก Phillips’ Science ที่เราคุ้นเคยกันประมาณครึ่งนึงครับ

จากรูป 13th ed คือ เล่มบน และ 12th ed คือ เล่มล่าง

ขนาด Text กว้าง x ยาว เท่ากัน
หน้าตา 12th ed

เทียบความหนาในอีกมุม ซ้ายมือของท่านผู้อ่านคือ 12th ed ขวามือคือ 13th ed

คำถามคือ ความหนาของ Text ที่ลดลงไป หายไปไหน?

ผมจะเล่าให้ฟัง

หนังสือที่ถือเป็นแกนหลักของ Dent Mat สำหรับหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์ศึกษา มาอย่างยาวนาน ที่เป็นหนังสือภาษาไทย คือ เล่มนี้ครับ

หนังสือทันตวัสดุศาสตร์ ของท่านอาจารย์ ศาสตราจารย์ ทันตแพทย์ เจน รัตนไพศาล มีการตีพิมพ์ทั้งหมด 2 ครั้ง คือ ปี พ.ศ. 2522 และครั้งสุดท้ายปี พ.ศ. 2533 (ห่างกัน 10 ปี)

(ถ้าไม่นับหนังสือ เฉลยคำถามทันตวัสดุและอุปกรณ์ ของท่านอาจารย์)

แกนหลักของหนังสือ แบ่งเป็น 3 ส่วน

1. Basic science

2. Dental materials โดยในส่วนนี้ การพิมพ์ครั้งสุดท้ายเพิ่มในส่วน Dental handpiece, Dental unit, Hand instruments ทาง Oper และ Surg, Burs, Dentifrices, Denture cleanser, กาวติดฟันปลอม

3. ภาคผนวก ส่วนนี้เป็นภาคผนวกที่อลังการมาก เพราะมีกระทั่งหมวดชื่อ บริษัทที่สร้าง products ต่างๆ

แสดงหน้าตาของ Content

หน้าสารบัญของภาคผนวก

ถ้าเราลองเทียบเคียง Content ของ Phillips’ Science 12th ed กับ หนังสือทันตวัสดุศาสตร์ ของท่านอาจารย์ เจน จะพบว่า มีความคล้ายกันในการแบ่งโครงสร้างเนื้อหา แม้จะมีระยะห่างระหว่างกัน ~ 20 ปี

ถึงจะเขียนคนละภาษา แต่ขนาดใกล้เคียงกันมาก

มาดู Content ของ Phllips’ Science 12th ed

เราจะมองเห็นหนังสือแบ่งออกเป็น 4 part แต่ถ้าลองมองเนื้อหาจริงๆ พบว่า ประกอบด้วย 3 ส่วนใหญ่ๆ ครับ

Part 1 Basic science

Part 2, 3, 4 Dental materials

และ ภาคผนวกปิดท้าย

การเรียงลำดับบท “เกือบ” สุดท้ายจะปิดด้วย Dental implants เหมือนกัน แต่ Phillips’ Science จะไม่มีเรื่อง Handpiece, Unit แต่มีเรื่อง Dentifrices, Denture cleanser (ไม่มี Denture adhesive)

สรุปถึงตอนนี้ คือ ต้องการชี้ให้เห็นความสำคัญของ Phillips’ Science ที่ใช้เป็นหลักสำหรับการใช้สอนในหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์ของไทยมาอย่างยาวนาน

แต่เดิม แรกเริ่มนั้น หนังสือเล่มนี้ ไม่ได้ใช้ชื่อ Phillips’ Science ครับ

แต่ใช้ชื่อว่า The Science of Dental Materials ครับ ผู้แต่ง คือ Dr. Eugene W. Skinner ตำแหน่ง Professor of physics at Northwestern U

School of Dentistry in Chicago

หนังสือ The Science of Dental Materials 1st ed ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1936 (พ.ศ. 2479) คือ ปีที่ตีพิมพ์ครั้งแรก เป็นปีที่ ท่านอาจารย์ ศาสตราจารย์ ทันตแพทย์ เจน รัตนไพศาล อายุ 16 ปี พอดีครับ

หลังจากนั้นก็เป็น

The Science of Dental Materials 2nd ed

The Science of Dental Materials 3rd ed

The Science of Dental Materials 4th ed

The Science of Dental Materials 5th ed ซึ่งการตีพิมพ์ครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ Dr. Skinner ได้นำ Dr. Ralph W. Phillips มาเป็นผู้แต่งร่วมครับ

ในระหว่างจะตีพิมพ์ครั้งที่ 6 ปรากฏว่า Dr. Skiner เสียชีวิตครับ

The Science of Dental Materials 6th ed ตรงกับปี ค.ศ. 1966 (พ.ศ. 2509 ในปีนี้ ท่านอาจารย์ เจน จบเป็น ทันตแพทย์ เรียบร้อยแล้วจาก มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ครับ)

ท่านอาจารย์ Dr. Ralph W. Phillips จึงเปลี่ยนชื่อหนังสือเล่มนี้เป็น Skinner’s Science of Dental Materials ในการพิมพ์ครั้งที่ 7

Skinner’s Science of Dental Materials 7th ed

Skinner’s Science of Dental Materials 8th ed

Skinner’s Science of Dental Materials 9th ed

(ตอนที่ผมเริ่มเรียน Dent mat ในคณะ ผมทันชื่อ Skinner’s Science ครับ)

แต่ก่อนจะตีพิมพ์ครั้งที่ 10 ท่านอาจารย์ Dr. Phillips เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1991 ครับ (ตรงกับ พ.ศ. 2534 ซึ่งเวลานี้ หนังสือทันตวัสดุศาสตร์ ภาษาไทย ของท่านอาจารย์ เจน เป็น 2nd edition เรียบร้อยแล้ว)

ในการตีพิมพ์ครั้งที่ 10 หนังสือจึงได้รับการเปลี่ยนชื่ออีกครั้ง และเป็นชื่อที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน โดยเปลี่ยน Editor เป็น Dr. Kenneth J. Anusavice

Phillips’ Science of Dental Materials 10th ed

Phillips’ Science of Dental Materials 11th ed

Phillips’ Science of Dental Materials 12th ed

ลองมาดูรายชื่อ Author และ Co-author ของเล่มที่ 12

จะเห็นชื่อ Co-author คือ Dr. Chiayi Shen และ Dr. H. Ralph Rawls

ซึ่งต่อมาในการตีพิมพ์ครั้งที่ 13 ทั้ง 2 ท่านนี้เป็น Author แทน Dr. Anusavice ครับ

Phillips’ Science of Dental Materials 13th ed

ok มาถึงตรงนี้ สรุปคือ เปลี่ยน Author ใน Phillips’ Science เล่มล่าสุด แล้วทำไมหนังสือบางลงครึ่งนึงของความหนาเดิม

หรือ ราคาขายจะลดลงหรือเปล่า?

คำตอบคือ ไม่ใช่เรื่องราคาครับ เพราะ 13 th ed แพงกว่า 12th ed ~ 100% ณ เวลาที่ซื้อคือ ปี ค.ศ. 2021 ( พ.ศ. 2564)

ราคาของ 12th ed อยู่ที่ 1,900 บาท

ราคา 13th ed อยู่ที่ 3,590 บาท

เหตุผลที่ Τextbook Dent Mat บางลง เพราะ เป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของการใช้ทันตวัสดุในวิชาชีพ ทันตแพทย์นั่นเองครับ

ถ้าย้อนกลับไปใน Phillips’ Science 10th ed จะพบว่า มีจำนวนบททั้งหมด 30 บท และถูกยุบมาเหลือ 23 บท ใน 11th ed โดยเรื่องที่ถูกยุบรวมกัน คือ

Impression materials, Casting invesment and procedures, Dental cements, Amalgams, Dental casting and soldering alloys

นั่นคือ แนวโน้มของวัสดุบางประเภทที่ “เริ่ม” ลดความสำคัญลง เมื่อเวลาเปลี่ยนไป และมี technology ใหม่ๆ ที่ก้าวเข้ามา

แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เริ่มเกิดในรอยต่อของ 12th ed กับ 13th ed ครับ

ให้ลองดู Contents เทียบกัน 12th ed รูปบน, 13th รูปล่าง

ใน 12th ed นั้น Dr. Anusavice ยังแบ่งเป็น 4 part แบบเดิม

แต่ใน 13th ed หนังสือเพิ่มมาอีก 1 part เกิดการการจัดหมวดบทเรียนเก่า และใหม่ ทั้งยุบรวม และเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่

สังเกตว่า นอกจากจำนวน part ที่เพิ่มขึ้น ยังมีการจัดหมวดใหม่ เช่น Αuxillary materials ที่ 12th ed เคยจัดเป็น Part 2 ใหญ่ ที่ประกอบไปด้วย Ιmpression, Gypsum, wax ถูกยุบรวมกันเป็นบทย่อย บทที่ 13 อยู่ใน Part 4 Fabrication of Prostheses เท่านั้น

มาลองดูความแตกต่างอย่างชัดเจนของ 2 เล่มนี้ ในหัวข้อ Auxillary materials กันครับ

12th ed

13th ed

ส่วนประกอบของ Auxillary materials ใน 13th ed ยังมีเหมือนๆ กับ 12th ed

แต่ถ้าลงลึกเข้าไปจะพบว่า บางเรื่อง หรือ บางรูปประกอบคำอธิบายที่สำคัญ เช่น Maxwell-Voigt model ที่ใช้อธิบายเรื่องพฤติกรรมของ Impression materials ชนิด Elastomer เมื่อได้รับแรง และการเปลี่ยนรูป ที่อธิบายอย่างละเอียด ใน 12th ed หายไปทั้งยวงใน 13th ed ครับ

รูปนี้ไม่มีใน 13th ed เล่มล่าสุด

(อธิบายโดยสรุป วัสดุพิมพ์ปากชนิด Elastomer ( Polysulfide, Condens silicone, Addition silicone, Polyether : ผมเรียงตาม Stiffness) จะมีคุณสมบัติที่อยู่ระหว่าง ความเป็น Elastic solid กับความเป็น Viscous liquid

คือ ยืดได้จำกัด และ หนืดได้จำกัด เรียก Viscoelastic solid ซึ่งอธิบายด้วย Maxwell-Voigt model โดยการต่อของ Spring S1, S2 แบบอนุกรมกัน และการต่อของลูกสูบ+กระบอกสูบ D2,D1 แบบอนุกรม ส่วน S2 และกระบอกสูบ D2 ต่อแบบขนาน

ในชั้นแรก เมื่อมีแรงกระทำต่อระบบในรูป สปริง S1 จะเป็นตัวรับแรง เกิดการเปลี่ยนรูป (Strain) ที่ S1 โดยยังไม่มีผลต่อ S2, D1, D2

ต่อมา เมื่อยังให้แรงเท่าเดิม ต่อไปเรื่อยๆ สปริง S1 จะเปลี่ยนรูปมากขึ้น แล้วขอให้ D2, S2, D1 มาช่วยรับแรง จึงทำให้สปริงและกระบอกสูบทั้งระบบเปลี่ยนรูป —> ตรงนี้เทียบกับ Addition silicone ผ่าน Setting time จนถึงขั้นที่เราต้องดึง impression ออกจากปาก Pt ถ้าเราใช้แรงดึงแบบดึงนานๆ กว่า impression จะผ่านจาก undercut ทั้งหลาย แรงที่ทำให้กระบอกสูบเปลี่ยนรูป จะเกิดขึ้น (ถึงแม้ สปริงจะคืนตัวได้ดังเดิม)

เมื่อนำแรงออกไป S1, S2 คืนกลับได้ 100% (สปริง แทนคุณสมบัติ Elastic solid) แต่ลูกสูบ D2 และ D1 (ลูกสูบอยู่ในกระบอกสูบที่มี liq หนืดหล่อลื่น แทนคุณสมบัติ Viscous liq) ไม่สามารถ recovery กลับสู่ตำแหน่งเริ่มต้นได้

จึงเทียบได้กับ Action ที่เราใช้ Elastomer พิมพ์ปาก คือ ต้องใช้แรงดึงแบบใช้เวลาน้อยสุด (เป็น Time dependent ไม่ใช่ Force dependent คือ ดึงแรงหรือเบาก็ได้ แต่ต้องใช้เวลาดึงที่น้อยที่สุด) และหลังจากดึงออก ต้องมีเวลาให้ ลูกสูบ D2, D1 recover โดยทิ้งวัสดุไว้ซักพัก (ไม่เทงานทันที) )

เรื่อง Wax มีปกติใน 13th ed ครับ แต่เรื่อง Compound หายไปเลย

Compound ยังมีอยู่ใน 12th ed แต่หายไปทั้งเรื่องใน 13th ed ครับ

หลายเรื่องของ 13th ed ก็ยังใช้ 12th เป็นแกนหลักในการเขียนเหมือนเดิม เช่น เรื่อง Basic science

รูปหลายรูปยังยกมาเหมือนเดิม

แต่บางรูปถูกตัดทิ้งไป เช่น รูปที่อธิบาย Galvanic

เทียบในเนื้อหาเดียวกันของทั้ง 2 เล่ม 12th ed อยู่ซ้ายมือ

ให้ดูการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ แต่แสดงถึง ผลกระทบทางคลินิกบางอย่าง

รูปการทำ Undercut ใน GVB Cl V รูปนี้ หายไปใน 13th ed ครับ

แต่ในขณะที่รูป basic อย่าง Sealant ดันยังมีอยู่เหมือนเดิม

เรื่อง Dental cement รูปแสดงการผสม Water-base cement ที่ท่านอาจารย์สอนในคณะ demon จนชินตา ไม่มีแล้วในเล่มล่าสุดครับ แต่ 13th ed ทดแทนด้วย ภาพการอธิบาย กลไกการก่อตัว และรูป SEM

เรื่อง Invesment ยังคงมีอยู่

สังเกตว่า ถ้ามี materials ในยุคเก่า ถ้ายังพูดถึงในเล่มล่าสุด ส่วนใหญ่ท่านอาจารย์จะยกรูปเดิมจาก 12th ed มาเลย

Amalgam เป็นบทที่ผมลุ้นมาก ว่า เล่มใหม่จะเขียนถึงอย่างไรบ้าง?

ในเล่มใหม่ Amalgam ถูกตัดออกไป 10 หน้าครับ
รูปก็ใช้รูปเดิมทั้งหมด ตามคาด

บทสรุป เรื่องการใช้ Amalgam filling ยังเหมือนกันทั้ง 2 เล่ม (ตราบใดที่ยังใช้ Hg เป็นส่วนประกอบอยู่ ยิ่งทำให้อนาคตของวัสดุตัวนี้ ริบหรี่ลงเรื่อยๆ)

รูปที่แสดง บทที่เพิ่มเข้ามาใน 13th ed (ไม่มีใน 12th และทุก edition ก่อนหน้า)

สิ่งที่น่าตกใจนอกจากความหนาของ Textbook ที่ลดลง และราคาของมันที่เพิ่มขึ้น คือ แนวโน้มของการเลิกใช้งานของทันตวัสดุบางตัวในอนาคต ซึ่งแน่นอน เกือบทุกตัวที่มีในคลินิก เรานำเข้ามาทั้งหมด โดยไม่มีการผลิตใช้ภายในประเทศ

ถึงแม้เราไม่อยากปรับตัว ในการทำงาน ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง ต้องการให้เหมือนปัจจุบันและทำงานให้เหมือนในอดีต เหมือนที่เราเรียนในคณะ ใช้วัสดุแบบที่อาจารย์สอน แต่ควรตระหนักว่า เนื้อหาใน Textbook จะ update ทุก ~ 5 ปี ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งที่เราอ่านใน Text เล่มล่าสุด คือ อ่านสิ่งที่อยู่ในอดีตเสมอ (Text ใช้เวลาเก็บข้อมูล และเขียน-proof แล้วตีพิมพ์) ในอีก 5 ปี ข้างหน้า Phillips’ Science of Dental Materials อาจไม่มีการเขียนเรื่อง Impression materials, Gypsum products และ Wax แล้ว เพราะประเทศต้นทางผู้ผลิต ไม่มีการผลิตวัสดุเหล่านี้มาใช้อีกต่อไป

ยกเว้นว่า คุณหมอวางแผนจะเกษียณ วางมือจากวงการทันตแพทย์ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องปรับตัวใดๆ เลย แต่ถ้ายังทำงานต่อไปเรื่อยๆ ในอีก 10 ปีข้างหน้า การเริ่มปรับตัวตั้งแต่ในปีนี้ ก็ยังไม่ถือว่าสาย

ขอใช้บทความนี้แทน ส.ค.ส. ส่งความสุขปีใหม่ 2566 นะครับ

Ref:

1. https://evolve.elsevier.com/cs/product/9780323697552?role=student&CT=TH

2. https://evolve.elsevier.com/cs/product/9781455748136?role=student&CT=TH

3. http://www.thebookbun.com/product/9980/ทันตวัสดุศาสตร์-เป็นหนังสือที่ได้รับรางวัลประเภทเรียบเรียงประกอบปาฐกถา-จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-ผู้เขีย

4. หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศ.พิเศษ ทพ. เจน รัตนไพศาล