แนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยทางทันตกรรม พ.ศ.2558

17808_804444459610268_8352427001088274509_n

Guidline เล่มล่าสุดปี 2015 ถือเป็นการปรับปรุง มาตรฐานด้านความปลอดภัยทางทันตกรรมของประเทศไทย version ที่ 3 (นับจาก Guideline version แรกสุดที่ทำขึ้นในปี 2009 และตามมาด้วย version 2 ติดๆ กันในปี 2010 จากนั้นอีก 5 ปี จึงมาถึงเล่มปัจจุบัน 2015)

โดยหลักๆ การแบ่งหัวข้อของ Guidline จะเรียงลำดับตามธรรมชาติของขั้นตอนการปฏิบัติงาน คือ 1.พูดคุยกับคนไข้ 2.ให้การรักษา 3.การเตรียมเครื่องมือให้ปลอดเชื้อหลังเสร็จงาน 4.การบันทึกข้อมูลการรักษา 5.การประชุมภายในหน่วยงานเพื่อประเมืนความเสี่ยงทั้งที่เกิดขึ้นแล้ว และที่อาจจะเกิดขึ้น (หัวข้อที่ 5 นี้ ถือเป็นหัวข้อใหม่เอี่ยมล่าสุดที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาใน Guideline ล่าสุด 2015)

ถ้าเรียง step ตามตัวอักษร จะได้ CT-IRM –>Communication Treatment Infection control Record และ risk Management (ชื่อเต็มทุกหัวข้อ ให้เติมคำว่า Safe ไปข้างหน้าสุด)

Guidline ฉบับแรกสุดให้ความสำคัญกับ Treatment มาก จึงให้เรียงลำดับ Treatment มาเป็นหัวข้อแรกสุด แล้วตามด้วย Communication แต่ Guideline ฉบับต่อมา จะเปลี่ยนเป็นการเรียงในขั้นตอนการทำงานจริง CT-IRM)

Guideline ฉบับแรก

Guideline ฉบับที่ 2 และ 3 (ปัจจุบัน) ค่อนข้างเหมือนกันประมาณครึ่งเล่มเนื้อหาทั้งหมด โดยส่วนที่แตกต่างชัดเจนที่สุด คือ เล่ม 2015 จะเพิ่ม Risk Management มาเป็นหัวข้อแยกใหม่ต่างหาก

ส่วนที่แตกต่างรองลงไป คือ หัวข้อ I (safe Infection Control) เพิ่มรายละเอียดขึ้นมาก ละเอียดขนาดเริ่มตั้งแต่วิธีล้างมือ ไปจนวิธีการ pack ของเพื่อ Autoclave กันเลยทีเดียว และ ส่วนแตกต่างยิบย่อย แต่ถือว่าพิเศษ คือ การเปลี่ยน wording บางคำจากปี 2010 เช่น การตัดคำว่า “ส่งเสริมให้…” ออกทั้งหมดในทุกหัวข้อที่เคยเขียน มาใช้คำว่า “ควรให้…” แทนที่ ทำให้ระดับภาษาของการ Guide เข้มข้นขึ้นไปอีก step

นอกจากนั้นระดับความเข้มข้นในบางหัวข้อ ยังปรับเป็น “ให้…” (ไม่ใช้ “ควรให้”)

Guideline ฉบับปี 2010

Guideline ฉบับปี 2015

 

 

กำเนิด Hertwig epithelial root sheath

11038990_804443726277008_1671594534520591725_n

ถ้าเราดู Time line ของ Epithelial cell rests of Malassez จะพบว่า ในช่วง Cap stage ส่วนของขอบหมวกด้านล่าง (ที่เกิดจากการเชื่อมกันของ Outer enamel epithelium + Inner enamel epithelium) จะกลายสภาพเป็น loop (ที่เกิดจากชั้นที่กล่าวมาทั้ง 2 ชั้น) —> HERS (Hertwig’s epithelial root sheath) —>เกิดการเสื่อมสลายของ sheath เพื่อให้กลุ่มเซลล์ที่ถูก sheath คั่นไว้ สัมผัสกัน

การสัมผัสกัน (ของ dental follicle(sac)+dental papilla) จะเหนี่ยวนำให้เกิด Odontoblast บริเวณนี้(รากฟัน) แล้วเกิด dentin แล้วเกิด cementum อีกที (Acellular cementum ชื่อเต็มของมันคือ Acellular extrinsic fiber cementum)

ตัว HERS อาจเหนี่ยวนำให้เซลล์ที่สัมผัสมันกลายเป็น cementoblast หรือ HERS อาจกลายเป็น cementoblast ได้เองก็ได้ (หรือเป็นได้ทั้ง 2 ทาง)

HERS ที่เสื่อมสลายจะกลายเป็น Epithelial cell rest of Malassez (ERM) ในที่สุด (กรณีที่ HERS ไม่หายไป ตัวมันจะเป็นสาเหตุให้เกิดการเหนี่ยวนำการสร้าง enamel ในที่แปลกๆ เช่น การเกิด Enamel pearls บริวณ furcation of root)

ตัว Cell rest of Malassez จะถูกหุ้มด้วยชั้น Basal lamina การทำงานของมันคือ คอย support และ regenerate PDL (พบใน mature PDL เท่านั้น)

คนค้นพบ HERS เป็นนักสัตววิทยาชาว German ชื่อ Oscar Hertwig ในปี ..1874 (..2417 ตรงกับสมัย .5 ขึ้นครองราชย์เป็นครั้งที่ 2 ประมาณนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงครองราชย์ 2 ครั้ง ครั้งแรก ..2411 เนื่องจากพระชนมพรรษายังไม่ถึง 20 พรรษา เลยต้องมีผู้สำเร็จราชการแทนไปก่อน ต่อมาอีก 5 ปี ..2416 จึงทรงเข้าพิธีราชาภิเษกอีกครั้ง)

Cell rest of Malassez ค้นพบต่อมาโดย Louis-Charles Malassez แพทย์ชาวฝรั่งเศส ในเวลาหลังจาก Oscar Hertwig เจอ HERS แล้ว

บรรดาส่วนประกอบของฟันทั้งหมด ผมขอบคุณธรรมชาติที่ให้มี PDL เพราะมิฉะนั้น เราจะไม่สามารถถอนฟันด้วยวิธีการดึง(และหมุน) ด้วยคีมถอนฟันได้เลย

 

 

“Hello, World!”

11193212_804443502943697_1231796482315683488_n

ระยะ Cap stage ถือเป็นการก่อกำเนิดฟันในระยะที่ 3 จากทั้งหมด 4 ระยะ (Thickening, Bud, Cap, Bell) ถือเป็นระยะที่มีเซลต้นกำเนิดในการสร้าง dentin,enamel,pulp,cementum,PDL และแม้กระทั่ง Dental sac ครบครัน

รูปร่างของ “หมวก” ที่เห็นจะแปรสภาพเป็นเคลือบฟัน enamel ทั้งหมด โดยตำแหน่งที่เริ่มเกิด enamel คือจะเริ่มจากเปลือกชั้นในก่อน (dentin จะถูกสร้างก่อน enamel และ cementum เสมอ)

เนื่องจากคนมีฟันธรรมชาติ 2 ชุด (diphyodont) ระยะ Cap stage ของฟันน้ำนมจะมาก่อนของฟันแท้ โดยเริ่มในช่วง 9th wk